เฟด ตัดสินใจปรับลดขนาดของมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ มีแนวโน้มจะส่งผลกระทบในวงจำกัดต่อตลาดการเงินทั่วโลก
นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่ง ระบุว่า การที่ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ตัดสินใจปรับลดขนาดของมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือคิวอีลงมา ตั้งแต่เดือนมกราคมปีหน้านั้น มีแนวโน้มจะส่งผลกระทบในวงจำกัดต่อตลาดการเงินทั่วโลก และนโยบายผ่อนคลายทางการเงินเพื่อรับมือกับภาวะเงินฝืดของญี่ปุ่น
เฟดประกาศเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า จะชะลอมาตรการคิวอี โดยการปรับลดวงเงินการซื้อพันธบัตรรายเดือนลง 10,000 ล้านดอลลาร์ มาอยู่ที่ 75,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน โดยระบุถึงการปรับตัวดีขึ้นในตลาดแรงงานและเศรษฐกิจโดยรวม
นายเอเดรียน คร็องเช หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ด้านการลงทุน จากบริษัทที่ปรึกษาด้านการลงทุน "บาเลนไทน์" แสดงความเห็นว่า สิ่งที่เฟดดำเนินการไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจแต่อย่างใด ตลาดต่างๆได้ปรับตัวรับกับแนวคิดเกี่ยวกับการชะลอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากกว่าเมื่อช่วงต้นปี
การตัดสินใจของเฟดในครั้งนี้มีขึ้นในช่วงเวลาที่รัฐบาลญี่ปุ่นและธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ยังคงผลักดันนโยบายผ่อนคลายทางการเงินขนานใหญ่ที่พวกเขาระบุว่ามีเป้าหมายเพื่อหนุนเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้พ้นจากภาวะเงินฝืดที่ดำเนินมาเกือบ 20 ปี
ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา บีโอเจได้ตัดสินใจเพิ่มฐานเงินขึ้นเป็น 2 เท่าภายในระยะเวลา 2 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฐานเงินในอัตราประมาณ 60-70 ล้านล้านเยนต่อปี
ทางด้านนายโคสึเกะ โมทานิ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์อาวุโส จากสถาบันวิจัยญี่ปุ่น ระบุว่า แม้เฟดจะลดคิวอี แต่ไม่มีแนวโน้มที่ญี่ปุ่น จะปรับลดมาตรการผ่อนคลายทางการเงินลงไปแบบเดียวกัน หรือถ้าอยากจะทำ ก็ยังทำไม่ได้ เพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ประกาศออกมานั้น ยังไม่แสดงผลลัพธ์ออกมามากพอ
ทั้งนี้ ในแถลงการณ์หลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายนาน 2 วันนั้น เฟด ระบุว่า มองเห็นความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในการจ้างงาน และแนวโน้มที่ดีขึ้นในตลาดแรงงาน จึงตัดสินใจลดการเข้าซื้อพันธบัตรรายเดือนดังกล่าว
แถลงการณ์ยังระบุถึงความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจในอนาคตว่า ใกล้เข้าสู่สมดุลมากขึ้น ตรงข้ามกับแถลงการณ์ของเอฟโอเอ็มซีครั้งก่อนที่ระบุถึงความเสี่ยงขาลง แต่เอฟโอเอ็มซียังกังวลเรื่องเงินเฟ้ออ่อนตัวในเศรษฐกิจซบเซา กล่าวว่า เอฟโอเอ็มซีจับตาเงินเฟ้ออย่างระมัดระวังให้กลับมาอยู่ที่ 2% ตามเป้าในระยะปานกลาง





