ปีนี้ถือเป็นปีที่น่าสะพรึงกลัวสำหรับการลงทุนในทองคำ และปีหน้านักลงทุนก็อาจผิดหวังอย่างต่อเนื่อง
ผู้บริโภคเอเชียกลับไม่กังวลเรื่องนี้ ด้วยมองว่าราคาทองคำที่ลดลงอย่างรวดเร็วคือโอกาสทองที่จะกักตุนโลหะมีค่าชนิดนี้
นับถึงวันที่ 16 พฤศจิกายน ราคาทองคำอ้างอิงในตลาดนิวยอร์กลดลง 22% อยู่ที่ 1,287 ดอลลาร์ต่อออนซ์ นักวิเคราะห์บางคนคาดว่าราคาทองคำจะต่ำลงอีกในปี 2557 โดยหัวหน้าแผนกวิจัยสินค้าโภคภัณฑ์ของโกลด์แมน แซคส์ "นายเจฟฟรีย์ เคอร์รี" ประกาศเทขายทองคำอย่างหนักปีหน้า
นายเคอร์รีกล่าวด้วยว่า ทองคำอาจหลุดลงไปต่ำกว่าระดับ 1,000 ดอลลาร์ในอนาคตอันใกล้ เมื่อผู้จัดการกองทุนและนักสะสมในตะวันตก ทะยอยนำทองคำออกขาย ก่อนธนาคารกลางสหรัฐเริ่มลดการเข้าซื้อพันธบัตร
ขณะที่นักวิเคราะห์ของเอชเอสบีซีประกาศว่าภาวะตลาดกระทิงของทองคำที่ดำเนินมากว่าทศวรรษยุติลงแล้วในปีนี้
หากมองย้อนไปจะพบว่าราคาทองคำพุ่งขึ้นตั้งแต่เริ่มต้นสหัสวรรษใหม่ แต่สถานะการลงทุนที่สดใสของทองคำในฐานะการวางเดิมพันที่ปลอดภัยที่สุดในช่วงเวลาวิกฤติ อาจสิ้นสุดลงแล้ว อย่างน้อยก็ในโลกตะวันตก
นับจากฟองสบู่ไอทีสหรัฐแตกออกเมื่อปี 2543 ราคาทองคำก็ทะยานจาก 300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ไปสูงถึง 1,920 ดอลลาร์ในวันที่ 6 กันยายน 2554 โดยเมื่อช่วงต้นปี 2550 ถึงกลางปี 2554 มูลค่าทองคำเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว หลังจากบริษัทเลแมน บราเดอร์ล้มละลาย และกรีซเริ่มเผชิญวิกฤติ
ความหวาดกลัวว่าเศรษฐกิจจะล่มสลายเมื่อปี 2552 ทำให้นักลงทุนพากันเข้าถือครองทองคำ แต่เมื่อผ่านช่วงเลวร้ายที่สุดมาแล้ว ทองคำจึงคลายมนต์ขลัง
การทรุดตัวของราคาทองเมื่อเดือนเม.ย.ปีนี้ ทำให้ทองคำเข้าสู่ภาวะตลาดหมี แม้แต่นายพอล จอห์นสัน ผู้จัดการกองทุนบริหารความเสี่ยงที่หนุนการลงทุนในทองคำมาตลอด ยังลดสัดส่วนการถือครองลงครึ่งหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาสะท้อนว่าตลาดทองคำมีช่วงรุ่งเรืองและซบเซามาตลอด
นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล "นายพอล ครุกแมน" เขียนไว้ว่า ทองคำเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยมาทุกยุคทุกสมัย บางเวลาอาจได้ผลกำไรมหาศาลอย่างในทศวรรษ 1970 และระหว่างปี 2544 - 2554 แต่เขาสังเกตว่า ราคาที่เพิ่มขึ้นสะสมในทศวรรษ 1970 กลับตามมาด้วยการร่วงลงอย่างแรงเมื่อมูลค่าแท้จริงของทองคำลดลงถึงสองในสาม
ในช่วงที่ราคาปรับตัวลงนี้เอง สภาทองคำโลกหรือดับเบิ้ลยูจีซีรายงานว่า ครัวเรือนในประเทศกำลังพัฒนาที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว เพิ่มการเข้าซื้อทองคำทั้งใช้เป็นเครื่องประดับและการลงทุน
กรรมการผู้จัดการแผนกการลงทุนของดับเบิ้ลยูจีซี "นายมาร์คัส กรุปป์" กล่าวว่า ความนิยมซื้อเครื่องประดับทองคำ ทองคำแท่ง และเหรียญทองคำที่เพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่หลากหลายในทองคำอีกครั้ง
เขากล่าวว่าเหตุการณ์สำคัญสองประการที่ปรากฏขึ้นระหว่างปี 2556 คือ ระดับความต้องการทองคำของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ซึ่งหักลบกับการเทขายของกองทุนรวม และการหันเหความนิยมจากซีกโลกตะวันตกไปยังตะวันออก
จีนกำลังจะแซงหน้าอินเดียขึ้นเป็นผู้บริโภคทองคำรายใหญ่สุดของโลก ด้วยปริมาณที่น่าจะถึง 1,000 ตันปีนี้ โดยตั้งแต่ปี 2551 ความต้องการทองคำในอินเดียเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่า ขณะที่การบริโภคในจีนพุ่งขึ้นเกือบ 350% ซึ่งเมื่อรวมสองประเทศนี้เข้ากับตลาดอื่นที่เติบโตเร็วอย่างไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม จะคิดเป็น 60% ของการบริโภคทองคำโลกในปีนี้





