"ไห่เยี่ยน" กระตุ้นชนวนวิตก "โลกร้อน" ชี้มีแนวโน้มมากขึ้นว่าพายุจะมีความรุนแรงยิ่งขึ้นในศตวรรษหน้า
ความรุนแรงของซูเปอร์ไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน ที่พัดขึ้นฝั่งเกาะซามาร์ของฟิลิปปินส์ด้วยความเร็วลมถึง 315 กม.ต่อชม. ตอกย้ำความวิตกว่าพายุที่มีความรุนแรง น่าจะคุกคามประเทศต่างๆ ที่อยู่ติดทะเลมากขึ้น อย่างฟิลิปปินส์ หลังจากอุณหภูมิในมหาสมุทรและระดับน้ำทะเล เพิ่มสูงขึ้น
แม้บรรดานักวิทยาศาสตร์ไม่ได้ระบุว่าไห่เยี่ยนเป็นผลมาจากภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง แต่ก็มีความเห็นตรงกันว่าพายุมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงมากขึ้น
ผู้ช่วยศาสตราจารย์เควิน วอลช์ แห่งภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น กล่าวว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะระบุว่าสภาพอากาศรุนแรงเพียงเหตุการณ์เดียว เป็นผลมาจากโลกร้อนหรือภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง แต่ที่ผ่านมามีงานวิจัยจำนวนหนึ่งที่สะท้อนถึงความเป็นไปได้ของการเกิดไซโคลนที่มีความรุนแรงอย่างไห่เยี่ยนมากขึ้นทั่วโลก
ซูเปอร์ไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนมีขึ้นในช่วงที่ประเทศต่างๆ ประชุมกันที่โปแลนด์ เพื่อเจรจารอบล่าสุดเกี่ยวกับการทำข้อตกลงลดโลกร้อน ซึ่งคาดว่าจะมีความคืบหน้าเพียงเล็กน้อย
คณะกรรมการภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (ไอพีซีซี) กล่าวว่ามีแนวโน้มมากขึ้นว่าพายุจะมีความรุนแรงยิ่งขึ้นในศตวรรษหน้า ขณะที่นายวอลช์ระบุว่าสิ่งที่ยังไม่ชัดเจนคือข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของพายุ ซึ่งหากมีรายละเอียดก็สามารถนำมาวิเคราะห์หาแนวโน้มของการเกิดพายุได้
กระนั้น นายวิลล์ สเตฟเฟน ผู้อำนวยการสถาบันภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง มหาวิทยาลัยออสเตรเลีย กล่าวว่าสิ่งหนึ่งที่เป็นรูปธรรมค่อนข้างชัด คือภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงกำลังทำให้น้ำบริเวณพื้นผิวมีอุณหภูมิสูงขึ้น อันส่งผลต่อเนื่องให้เกิดพายุ
นอกจากนั้น ยังชัดเจนว่าภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ซึ่งหมายความถึงการมีสตอร์มเซิร์จมากขึ้น หรือคลื่นคล้ายสึมานิที่ถาโถมเข้าเมืองทัคโลบันของฟิลิปปินส์เมื่อครั้งเกิดไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน
อย่างไรก็ตาม นายเจฟฟ์ มาสเตอร์ ผู้อำนวยการด้านอุตุนิยมวิทยาแห่งเวบไซต์เวธเธอร์ อันเดอร์กราวด์ กล่าวว่าในกรณีของเมืองทัคโลบัน ดูเหมือนระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจะมีบทบาทเพียงเล็กน้อย เพราะมีสัดส่วนเพียง 5% ทำให้เกิดสตอร์มเซิร์จสูง 4 เมตร
ขณะที่ไอพีซีซีประเมินว่าในศตวรรษหน้า ระดับน้ำทะเลอาจสูงขึ้น 26-62 ซม. ดังนั้นก็คาดหมายได้เลยว่าพายุจะมีความรุนแรงขึ้น เพราะสตอร์มเซิร์จจะสูงขึ้นตามระดับน้ำทะเล
หากมองย้อนไปในอดีต จะพบว่าฟิลิปปินส์มีประวัติอันยาวนานของการเผชิญกับพายุไต้ฝุ่น แม้ไม่มีลูกไหนรุนแรงเท่าไห่เยี่ยนก็ตาม และไต้ฝุ่นที่พัดเข้าประมาณปีละ 20 ลูก ส่วนใหญ่จะพาดผ่านตอนเหนือ หรือเกาะลูซอน
เส้นทางของพายุที่ดูเหมือนเปลี่ยนไป ทำให้ความวิตกเกี่ยวกับภูมิอากาศรุนแรงมีมากขึ้น เพราะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาพายุได้พัดเข้าพื้นที่ตอนใต้ของฟิลิปปินส์ อันเป็นเส้นทางที่แทบไม่เคยประสบไต้ฝุ่นอันมีความรุนแรง อย่างกรณีของไต้ฝุ่นบุปผา ซึ่งเป็นพายุที่มีความแรงระดับ 5 ด้วยกำลังลม 280 กม.ต่อชม. ได้พัดเข้าถล่มจังหวัดดาเวาโอเรียนทัลเมื่อเดือนธ.ค.ปีที่แล้ว ถือเป็นพายุลูกแรกที่พัดเข้าจังหวัดดังกล่าว คร่าชีวิตผู้คนไป 600 ราย
เจ้าหน้าที่ด้านสภาพอากาศฟิลิปปินส์ถึงกับออกปากว่าเกาะมินดาเนาไม่อาจประกาศตัวได้ว่าเป็นเขตปลอดไต้ฝุ่นอีกต่อไป หลังจากเผชิญพายุรุนแรงถึง 2 ปีติดกัน โดยเมื่อเดือนธ.ค. 2554 พายุโซนร้อนวาชิได้พัดเข้าชายฝั่งตะวันตกของมินดาเนาเมื่อปลายปี 2554 ทำให้น้ำท่วมฉับพลันและคร่าชีวิตผู้คน 700 ราย
ไม่บั่นทอนสถานภาพดาวรุ่งเศรษฐกิจ
สำหรับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากซูเปอร์ไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนนั้น คาดว่าจะส่งผลถึงการเติบโตและดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้นในอนาคตอันใกล้ แต่ความเสียหายครั้งนี้ไม่มีแนวโน้มจะบั่นทอนสถานภาพดาวรุ่งทางเศรษฐกิจของเอเชียอาคเนย์
นายเซซาร์ พูริสิมา รัฐมนตรีคลัง กล่าวว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจในพื้นที่ประสบภัย น่าจะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) หายไป 1% ในปีหน้า แต่เสริมว่าธนาคารโลกประเมินว่าปกติฤดูไต้ฝุ่นประจำปีก็ทำให้จีดีพีหายไป 0.8% อยู่แล้ว
ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์ ซึ่งเคยได้รับการขนานนามว่า "คนป่วยแห่งเอเชีย" มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจถึง 6.8% เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งนับว่าเป็นอัตราการเติบโตที่สูงเป็นอันดับ 2 ของเอเชียรองจากจีน ฐานะการคลังสาธารณะที่ดีขึ้นทำให้แดนตากาลอกได้รับการปรับอันดับความน่าเชื่อถือในปีนี้ ให้ขึ้นสู่ระดับที่น่าลงทุนเป็นครั้งแรก
ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์มั่นใจว่าการขยายตัวของปีนี้จะสูงเกินเป้าหมายที่ระดับ 6-7% ขณะที่เมื่อเดือนก.ย.กองทุนการเงินระหว่างประเทศประเมินว่าปีนี้จีดีพีฟิลิปปินส์น่าจะขยายตัวได้ถึง 6.75%
ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์เอกชนมองว่าผลกระทบจากซูเปอร์ไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนที่มีต่อจีดีพีไตรมาส 4 น่าจะมีไม่มากนัก ส่วนหนึ่งเพราะแม้พื้นที่ประสบภัยมีประชาชนอาศัยอยู่ 20% แต่สัดส่วนที่มีต่อสภาพเศรษฐกิจของประเทศค่อนข้างน้อย หรือประมาณ 12.5%
นายจุน ทรินิแดด นักเศรษฐศาสตร์ของซิตี ระบุว่าหากหักผลผลิตจากพื้นที่ประสบภัยออกไปในจีดีพีไตรมาส 4 แล้ว ยังคาดว่าทั้งปีการเติบโตน่าจะถึง 6.8% เทียบกับการคาดหมายช่วงก่อนเกิดไต้ฝุ่นที่ 7.3-7.5%
ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ของโนมูระระบุว่าในแง่ของผลกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจนั้น มองว่าภัยพิบัติครั้งนี้ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงปัจจัยพื้นฐานด้านเศรษฐกิจมหภาคของฟิลิปปินส์ โดยผลกระทบต่อการเติบโตของปีนี้น่าจะมีเพียงระยะสั้นๆ
นักเศรษฐศาสตร์หลายคนมองว่าเศรษฐกิจมักดีดตัวฟื้นคืนมาอย่างรวดเร็วหลังจากเกิดภัยธรรมชาติ สืบเนื่องจากการใช้จ่ายด้านการฟื้นฟู
นายทิวา กุยนิกุนโด รองผู้ว่าการธนาคารกลาง กล่าวว่าการส่งเงินกลับประเทศของชาวฟิลิปปินส์หลายล้านคนที่ทำงานในต่างประเทศ อาจเพิ่มขึ้นเช่นกันหลังจากเกิดภัยพิบัติ
ทั้งนี้ การประเมินความเสียหายเบื้องต้นจากซูเปอร์ไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนแตกต่างกันไป โดยบริษัทวิเคราะห์ภัยพิบัติเซดิมในเยอรมนีระบุว่าความเสียหายน่าจะอยู่ที่ 19,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่นายแดเนียล มาร์ทิน แห่งแคปิตอลอีโคโนมิก ชี้ว่าการดูเฉพาะจีดีพีอย่างเดียวไม่สามารถประเมินผลกระทบแง่ลบของภัยพิบัติได้
นอกจากนั้น ผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ๆ ได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกอ้อยกับข้าว ยังมีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบ อันอาจทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นและทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น โดยนายตริน เหงียน นักเศรษฐศาสตร์แห่งเอชเอสบีซี ระบุว่าแม้ผลกระทบทางเศรษฐกิจจะมีจำกัด แต่ผลกระทบต่อเงินเฟ้อมีแนวโน้มจะรุนแรง และคาดว่าเงินเฟ้อจะสูงไปถึงปีหน้า กระนั้นคาดว่าน่าจะอยู่ในระดับที่จัดการได้และไม่สูงเกินเป้าหมายของธนาคารกลางที่ 3-5%


