คณะกรรมาธิการกลางประจำพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะจัดการประชุมลับกันตั้งแต่วันที่ 9-12 พ.ย. เพื่อกำหนดวาระทางเศรษฐกิจสำหรับทศวรรษหน้า
นักวิเคราะห์คาดว่า วาระการประชุมเกี่ยวกับการปฏิรูปในวงกว้างในการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งนี้ จะช่วยนำพาเศรษฐกิจจีนให้ลดการพึ่งพาการลงทุนและสินเชื่อ และหันมาใช้รูปแบบเศรษฐกิจที่มีความสมดุลมากยิ่งขึ้น โดยได้รับแรงกระตุ้นสำคัญ จากการบริโภค ภาคบริการ และนวัตกรรม
ก่อนหน้านี้นายอู๋ เจินเซิน สมาชิกอันดับ 4 ในคณะกรมการเมือง ให้คำมั่นว่าจีนจะทำการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการประชุมใหญ่ โดยการประชุมดังกล่าวจะ "เน้นสำรวจการปฏิรูปในเชิงลึกแบบเบ็ดเสร็จ" การปฏิรูปในครั้งนี้จะครอบคลุมในวงกว้างและมีความแข็งแกร่งมาก
ด้านนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง ก็เคยกล่าวถึงการปฏิรูปมากขึ้นอย่างครอบคลุม
การประชุมที่กำลังจะมีขึ้นนับเป็นการประชุมครั้งที่ 3 ของคณะกรรมการพรรคตั้งแต่มีการเปลี่ยนตัวผู้นำเมื่อปีที่แล้ว ด้วยการตั้งนายสี จิ้นผิงเป็นเลขาธิการพรรค
ตามประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาการประชุมนัดที่ 3 หลังการเปลี่ยนตัวผู้นำ จะเป็นจุดกำหนดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ
การประชุมนัดที่ 3 ที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์จีน น่าจะเป็นการประชุมในปี 2521 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปไปสู่ระบบตลาดเสรี จากนั้นในปี 2536 สมัยนายกรัฐมนตรีจู หยงจี ที่ประชุมได้รับรองระบบเศรษฐกิจตลาดเสรีแบบสังคมนิยม ซึ่งวางรากฐานสำหรับการปฏิรูปทางการคลัง รัฐวิสาหกิจ และภาคธนาคาร
ก่อนหน้านี้ ศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนา ซึ่งเป็นกลุ่มคลังสมองภายใต้การกำกับดูแลของคณะรัฐมนตรี ได้จัดทำรายงาน เสนอกรอบการปฏิรูปหรือที่เรียกกันว่าโครงการ "3-8-3" โดยเน้นแกนหลัก 3 อย่าง ได้แก่ 1. การปรับปรุงระบบตลาด แปลงโฉมบทบาทรัฐบาล และเสริมสร้างโครงสร้างนวัตกรรมทางธุรกิจ 2. ขอบเขตการปฏิรูป 8 ด้านสำคัญ ประกอบด้วย รัฐบาล ภาคที่มีการผูกขาด ระบบที่ดิน ภาคการเงิน ระบบภาษี การบริหารสินทรัพย์ภาครัฐ นวัตกรรม และการเปิดกว้างเศรษฐกิจ 3. การผลักดันใน 3 ด้าน คือ เปิดกว้าง ปฏิรูปความมั่นคงทางสังคม และปฏิรูปที่ดิน
หากผู้นำใหม่นำแผนการนี้ไปปฏิบัติ จะเป็นแง่บวกสำหรับแนวโน้มระยะยาวของจีนมาก ทั้งยังช่วยเพิ่มความมั่นใจของภาคธุรกิจในระยะสั้นด้วย แต่นักเศรษฐศาสตร์มองว่าโรดแมพที่อาจเปิดเผยระหว่างการประชุม อาจไม่รุกกร้าวมากนัก
ผู้สังเกตการณ์มองว่ามีอุปสรรค 2 ประการใหญ่ในการจัดวางการปฏิรูป อย่างแรกคือผู้นำใหม่ต้องการเวลาในการรวบรวมอำนาจ อย่างที่สองคือกลุ่มผลประโยชน์ช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมาอาจขัดขวางการปฏิรูปแม้การปฏิรูปดังกล่าวอาจเอื้อประโยชน์ต่อทุกกลุ่มในระยะยาว
นักวิเคราะห์ของแบงก์ออฟอเมริกา-เมอร์ริลลินช์ ชี้ว่าระบบการเมืองที่เป็นเอกลักษณ์แบบของจีนเอง สะท้อนว่าต้องใช้เวลาหลายปีกว่าผู้นำใหม่จะดึงคนของตัวเองเข้ามาแทนเจ้าหน้าที่คนเดิมในตำแหน่งสำคัญๆ โดยผู้นำชุดก่อนคืออดีตประธานาธิบดีหู จิ่นเทาและอดีตนายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่า ใช้เวลาเกือบ 5 ปีในการดำเนินการดังกล่าว ดังนั้นจึงอาจมองได้ว่านายสีกับนายหลี่ซึ่งเพิ่งอยู่ในตำแหน่งไม่ถึงปี น่าจะมีเวลาไม่มากพอผลักดันการจัดทำแผนปฏิรูปแบบครอบคลุม


