สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ หรือ "เอสแอนด์พี" เตือนหนี้สินครัวเรือนในเอเชียตะวันออก อาจบั่นทอนความน่าเชื่อถือของธนาคารบางแห่งในภูมิภาค
เอสแอนด์พี สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำ กล่าวว่าหนี้ภาครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นในเอเชียตะวันออก อาจบั่นทอนความน่าเชื่อถือของธนาคารบางแห่งในภูมิภาค
คำเตือนนี้อยู่ในรายงานประเมินคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารในมาเลเซีย ไทย สิงคโปร์ เกาหลี ฮ่องกง และจีน โดยนายนายอิวาน ตัน นักวิเคราะห์ของเอสแอนด์พี กล่าวว่าหนี้ภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ผลจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของสินเชื่อและเงื่อนไขทางการเงินที่สะดวก อาจทำให้คุณภาพสินเชื่อของธนาคารหลายแห่งในเอเชียอ่อนแอลง
นายตันเสริมว่า ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์และความไม่สมดุล อาจกำลังก่อตัวขึ้นในบางประเทศ อาจทำให้ธนาคารบางแห่งตกอยู่ในความเสี่ยง
รายงานระบุว่า มาเลเซีย ไทย สิงคโปร์ และเกาหลี มีหนี้ครัวเรือนสูงที่สุดในเอเชีย และธนาคารในมาเลเซียกับไทยถูกมองว่ามีความเสี่ยงที่สุดต่อการมีสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในภาคครัวเรือน
เอสแอนด์พีคาดว่า ดุลบัญชีครัวเรือนไม่น่าจะทรุดตัวลงมาก แต่เตือนว่าสภาพเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรงอาจทำให้การว่างงานเพิ่มขึ้น และทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ทรุดตัว จนกระทบต่อสถาบันการเงิน
เอสแอนด์พีเสริมว่าธนาคารรายใหญ่ๆ ในเอเชีย มักมีสถานภาพการเงินที่แข็งแกร่งตามมาตรฐานโลก
ก่อนหน้านี้ สิงคโปร์เพิ่งประกาศกฎระเบียบใหม่เพื่อจำกัดบัตรเครดิตและการปล่อยกู้รูปแบบอื่นที่ไม่มีหลักประกันของภาคธนาคาร ท่ามกลางความวิตกมากขึ้นเกี่ยวกับหนี้สินครัวเรือนที่สูงขึ้นในเอเชีย
ข้อมูลที่สแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด รวบรวบมา ระบุว่าสัดส่วนหนี้สินต่อจีดีพีของสิงคโปร์อยู่ที่ประมาณ 75% ในปัจจุบัน เพิ่มขึ้นจาก 55% เมื่อปี 2553 และ 45% เมื่อปี 2548
ที่ผ่านมา สิงคโปร์ได้ดำเนินมาตรการหลายอย่างเพื่อควบคุมการปล่อยกู้สำหรับซื้ออสังหาริมทรัพย์ ล่าสุดทางการปรับเปลี่ยนกฎสำหรับการปล่อยกู้ที่ไม่มีหลักประกัน ซึ่งจะมีผลบังคับใช้เป็นขั้นตอน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. กฎระเบียบดังกล่าวรวมถึงการจำกัดจำนวนเงินกู้ที่ไม่มีหลักประกันที่ประชาชนสามารถกู้ได้ ให้อยู่ที่สูงสุด 12 เท่าของรายได้รายเดือน





