วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การฟื้นตัวที่ยากลำบากของการส่งออกเอเชีย

ภาคส่งออกของเอเชียยังคงอยู่ในภาวะเฉื่อยชามาเป็นเวลานาน 2 ปี ในขณะที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว

และสิ่งนี้ทำให้เกิดความกังวลกันว่า เอเชียอาจสูญเสียประสิทธิภาพทางการแข่งขัน และเอเชียอาจจะไม่สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่อาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต

การวิเคราะห์ของรอยเตอร์พบว่า ยอดส่งออกของประเทศผู้ส่งออกที่ใหญ่ที่สุด 7 แห่งในเอเชียตะวันออก เติบโตเพียง 0.8% ในไตรมาส 3 โดยได้รับแรงหนุนจากยอดส่งออกสู่สหรัฐที่พุ่งขึ้น 3.1% ในไตรมาส 3 ของปีนี้เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

ประเทศผู้ส่งออกที่ใหญ่ที่สุด 7 แห่งในเอเชียตะวันออกได้แก่ ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน ไทย ฮ่องกง และสิงคโปร์

ตัวเลขเศรษฐกิจนี้บ่งชี้ถึงแนวโน้มที่น่ากังวลสำหรับเอเชียตะวันออก เนื่องจากยอดส่งออกโดยรวมครองสัดส่วนสูงกว่า 1 ใน 3 ของผลผลิตทางเศรษฐกิจของประเทศกลุ่มนี้ ทั้งนี้ ยอดส่งออกของเอเชียเคยเติบโตขึ้นแตะจุดสูงสุดในปี 2553 ในขณะที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้นจากวิกฤติการเงิน แต่หลังจากนั้นยอดส่งออกก็ชะลอการเติบโตลงอย่างรวดเร็ว

ยอดส่งออกเคยเติบโตเป็นตัวเลขสองหลักในช่วงทศวรรษก่อน แต่ชะลอตัวลงในปี 2554 และยังไม่ฟื้นตัวขึ้นจนถึงปัจจุบัน

หัวหน้าฝ่ายวิจัยตลาดการเงินของบริษัทไอเอ็นจี กล่าวว่าสิ่งที่สำคัญในเอเชียยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งก็คือการที่ยอดส่งออกไม่ได้เติบโตขึ้นในช่วงสองปีที่ผ่านมา โดยเรื่องนี้น่าจะเกิดจากการจับจ่ายใช้สอยที่อ่อนแอในตลาดโลก

หลายฝ่ายมองว่า เมื่อใดก็ตามที่เศรษฐกิจสหรัฐปรับตัวดีขึ้นจนถึงขั้นที่ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใช้มานาน 5 ปี เมื่อนั้นเศรษฐกิจเอเชียก็อาจจะชะลอการเติบโตลง และเผชิญกับแนวโน้มที่ไม่แน่นอนมากขึ้น

นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า ถ้าหากยอดส่งออกไม่สามารถชดเชยการพุ่งขึ้นของอัตราดอกเบี้ย และการชะลอตัวของการเคลื่อนย้ายเงินทุนในตลาดโลก เอเชียก็จำเป็นต้องพึ่งพาอุปสงค์ภายในประเทศเพื่อชดเชยในส่วนนี้ อย่างไรก็ดี สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เพราะประชากรสูงวัยมีสัดส่วนมากขึ้นและมีอุปสรรคอื่นๆในทางโครงสร้าง

การที่ยอดส่งออกของเอเชียไม่สามารถปรับขึ้นสอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้นักเศรษฐศาสตร์หลายรายถกเถียงกันในประเด็นที่ว่าเอเชียอาจจะสูญเสียประสิทธิภาพทางการแข่งขันหรือไม่ ในขณะที่ค่าจ้างแรงงานและต้นทุนอื่นๆในเอเชียปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ดี สำนักงานสำมะโนประชากรของสหรัฐระบุว่า เอเชียครองส่วนแบ่งมากขึ้นเรื่อยๆในยอดนำเข้าของสหรัฐนับตั้งแต่ปี 2545 และยอดส่งออกของจีนก็เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่จีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกในปี 2544

หัวหน้าฝ่ายวิจัยตลาดและเศรษฐกิจเอเชียในซิตี้กรุ๊ป กล่าวว่าไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือที่แสดงให้เห็นว่า ภาคส่งออกของประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียมีประสิทธิภาพทางการแข่งขันลดลง และกล่าวเสริมว่า การที่ยอดนำเข้าของสหรัฐฟื้นตัวขึ้นอย่างเฉื่อยชา สะท้อนภาวะไม่สมดุลในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐ เพราะการฟื้นตัวดังกล่าวได้รับแรงกระตุ้นหลักจากภาคที่อยู่อาศัย และก๊าซธรรมชาติจากหินดินดาน แทนที่จะได้รับแรงกระตุ้นหลักจากการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคหรือการลงทุนทางธุรกิจ

หากพูดภาพรวมง่ายๆ คือการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในสหรัฐไม่ใช่การฟื้นตัวในวงกว้าง