วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

โลกร้อนทำจีดีพีเอเชียตะวันออกร่วง

เอดีบีเตือนการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศทำให้เกิดอุทกภัยและแห้งแล้งเอเชียตะวันออก อาจทำให้จีดีพีลดลงไปถึง5.3%ภายในปี2643

ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบี เตือน การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ทำให้เกิดอุทกภัย และภาวะแห้งแล้งในเอเชียตะวันออกมากขึ้น และอาจทำให้จีดีพีของภูมิภาคนี้ลดลงไปถึง 5.3% ภายในปี 2643 หากไม่มีการจัดหามาตรการมาแก้ไขปัญหานี้

รายงาน "การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศต่อเศรษฐกิจ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" ของเอดีบี ระบุว่า การปรับตัวเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในจีน ญี่ปุ่น มองโกเลีย และเกาหลีใต้ จะเพิ่มอัตราการเกิดอุทกภัย และลมพายุโซนร้อนในเขตพื้นที่ชายฝั่ง และส่งผลให้เกิดความแห้งแล้งในพื้นที่เกษตรทางตอนเหนือ

ผลการศึกษาได้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงในการปล่อยปละละเลยเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในภูมิภาค ซึ่งมีสัดส่วนการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 30% ของโลกในปี 2553 รวมถึง รูปแบบการผลักดันเศรษฐกิจขยายตัวของจีน ที่ส่งผลให้จีนป็นประเทศที่ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนมากที่สุดในโลก และหลายๆ เมืองของจีนเองก็ถูกปกคลุมไปด้วยกลุ่มหมอกพิษที่สูงกว่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลกเกือบ 40 เท่า

รายงานชี้ว่า เอเชียตะวันออกจำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้รูปแบบการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ที่ให้ความสำคัญกับการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยในจีนนั้น มาตรการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะนำไปสู่การเพิ่มคุณภาพอากาศในภูมิภาค และลดปัญหาสุขภาพของคนในเมือง

การประเมินในปัจจุบันบ่งชี้ว่า อุณหภูมิโดยเฉลี่ยในปี 2633 จะสูงกว่าค่าเฉลี่ยระหว่างปี 2504-2553 ที่ 3.8-5.2 องศาเซสเซียส โดยภูมิภาคนี้ มีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่ในทุก 100 ปี ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประชาชน 12 ล้านคนใน 23 เมือง และสร้างความเสียหายราว 864,000 ล้านดอลลาร์

รายงานยังแสดงให้เห็นด้วยว่า นับแต่ปี 2513 เป็นต้นมา จีนมีความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับภัยธรรมชาติแล้วราว 259,000 ล้านดอลลาร์ ญี่ปุ่นที่ 64,000 ล้านดอลลาร์ เกาหลีใต้ 15,000 ล้านดอลลาร์ และมองโกเลียที่ 2,000 ล้านดอลลาร์