เอดีบีประเมิน3ปัจจัยเสี่ยง "สหรัฐเข้มนโยบายการเงิน-ศก.ในภูมิภาคชะลอ-เงินไหลออก เป็นอุปสรรคขวางการขยายตัวของตลาดบอนด์เอเชียรวมไทย
ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบี ได้เผยแพร่รายงาน "Asia Bond Monitor" รายไตรมาส ฉบับล่าสุด ระบุว่าตลาดตราสารหนี้ หรือตลาดบอนด์สกุลเงินท้องถิ่นของชาติกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกขณะนี้ ยังคงขยายตัวได้ แต่แนวโน้มของตลาดบอนด์เอเชียตะวันออกกำลังเผชิญความเสี่ยง 3 ด้านมากขึ้น
โดยความเสี่ยงข้างต้น ได้แก่ สหรัฐใช้นโยบายการเงินคุมเข้มมากขึ้น,เศรษฐกิจเอเชียขยายตัวได้ช้าลง และภาวะเงินทุนไหลออกอย่างต่อเนื่อง
นายอิวาน เจ.อาซิส หัวหน้าสำนักงานการรวมเศรษฐกิจระดับภูมิภาคของเอดีบี กล่าวว่า ตลาดบอนด์เอเชียและผู้ออกบอนด์ อยู่ในสถานะที่ดีกว่าในการต้านทานความผันผวนทั่วโลกเกิดขึ้นรอบล่าสุด เมื่อเทียบปี 2540-2541 แต่แน่นอนว่าช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก กำลังรอทั้งภูมิภาคอยู่
ในรายงานระบุว่า ความท้าทายของตลาดบอนด์เอเชีย อยู่ที่การให้ความมั่นใจได้ว่า เอเชียสามารถจะรับมือต้นทุนกู้ยืมสูงขึ้นกับราคาสินทรัพย์ลดลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่องบบัญชีบริษัท และฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจ
"รัฐบาลประเทศต่างๆ ส่วนใหญ่ในภูมิภาคพลาดโอกาสที่จะระดมทุนราคาถูก เพื่อสนับสนุนงบใช้จ่ายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ซึ่งเอดีบีคาดว่าเอเชียจำเป็นต้องใช้จ่ายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อย่างน้อย 8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐระหว่างปี 2553 จนถึง 2563 เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ต่อเนื่อง และผลจากเรื่องนี้จะสร้างความตึงเครียดให้ความพยายามลดความยากจน บั่นทอนการเติบโตของภูมิภาคในอนาคต"
เอดีบีให้ข้อมูลว่า จนถึงสิ้นเดือนมิ.ย.ปีนี้ ยอดคงค้างของตราสารหนี้สกุลเงินท้องถิ่นในตลาดเกิดใหม่แถบเอเชีย ประกอบด้วย ไทย, จีน, ฮ่องกง, จีน, อินโดนีเซีย, เกาหลีใต้, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และเวียดนาม มีมูลค่ารวมกัน 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้น 1.7% เทียบกับสิ้นเดือนมี.ค.ปีนี้
แต่เอดีบีตั้งข้อสังเกตว่า อัตราการขยายตัวของมูลค่าการออกตราสารหนี้ของตลาดเกิดใหม่ในเอเชียช่วงไตรมาส 2 กลับเพิ่มขึ้นในอัตราช้าลง เมื่อเทียบกับอัตราการขยายตัว 2.9% ในไตรมาสแรกปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่นักลงทุนพากันระมัดระวังรอบคอบมากขึ้น ท่ามกลางกระแสการตื่นตัวกับประกาศของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในเดือนพ.ค.ปีนี้ ซึ่งจะเริ่มลดวงเงินในโครงการซื้อคืนพันธบัตรตามนโยบายผ่อนคลายการเงิน (คิวอี)
รายงานของเอดีบี ชี้ว่า ในตลาดเกิดใหม่ย่านเอเชียตะวันออก ยังคงออกตราสารหนี้สกุลเงินท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง แต่เป็นการออกในอัตราเชื่องช้า ขณะที่ผู้ออกบางรายเลื่อนกำหนดออกไป จากการเผชิญภาวะต้นทุนสูงขึ้นทั่วทั้งภูมิภาค
โดยระหว่างเดือนเม.ย.และเดือนมิ.ย.ปีนี้ เอเชียออกตราสารหนี้ใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 4% เทียบเดือนม.ค.จนถึงเดือนมี.ค. ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นตราสารหนี้ออกโดยหน่วยงานและรัฐบาลกลางของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคที่ออกเพิ่มขึ้น 26.8% ตรงข้ามกับการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนซบเซาลดลง 20.1% เทียบไตรมาสต่อไตรมาสมีมูลค่า 1.68 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่ยอดขายตราสารหนี้ออกใหม่ของบริษัทจีนลดลง 48.8% และหากไม่รวมหุ้นกู้บริษัทจีนแล้ว อัตราขยายตัวหุ้นกู้ออกโดยชาติอื่นๆ ในเอเชียเพิ่มขึ้นเพียง 1.4%
ทั้งนี้ ความปั่นป่วนวุ่นวายในตลาดการเงินโลก ได้ส่งผลให้บริษัทจากตลาดเกิดใหม่ในเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทได้เรทติ้งต่ำ ออกหุ้นกู้ได้ยากขึ้นและต้องจ่ายแพงขึ้น ในการกู้ยืมเป็นเงินสกุลสำคัญไม่ว่าจะเป็นดอลลาร์สหรัฐ ยูโรหรือเยน และจากสถิติช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ได้ออกหุ้นกู้มูลค่า 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เฉพาะเดือนมิ.ย.และเดือนก.ค. มีมูลค่าหุ้นกู้ออกเพียง 7.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ดังนั้นเอดีบีสรุปว่า เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและสนับสนุนเติบโต เอเชียจำเป็นต้องพัฒนาแหล่งทุนให้มีเสถียรภาพมากขึ้น รวมถึงการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศให้มากขึ้น และกระตุ้นหรือขยายวงนักลงทุนที่เข้ามาเล่นตลาดบอนด์ให้มากขึ้น ซึ่งครอบคลุมถึงกองทุนบำเหน็จบำนาญ





