ทางการจีนเปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า ตัวเลขเงินเฟ้อที่ทรงตัวในเดือนส.ค. บ่งชี้ว่าภาวะชะลอตัวที่ยืดเยื้อในศก.ของจีนอาจถึงจุดต่ำแล้ว
อัตราเงินเฟ้อที่ผู้บริโภคที่ทรงตัวเปิดโอกาสให้ธนาคารกลางของจีนวางแผนเพื่อรับมือภาวะชะงักงันใดๆที่อาจเพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดเริ่มลดมาตรการกระตุ้นทางการเงิน
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายใดๆอย่างฉับพลันในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลกอย่างจีนยังไม่มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น ในช่วงที่มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับราคาอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นและหลังจากความพยายามในการปราบปรามการปล่อยเงินกู้นอกระบบ
นักเศรษฐศาสตร์ของสถาบันเซี่ยงไฮ้ ซิเคียวริตีส์ "นายเจอร์รี่ หู" กล่าวว่า ยังไม่มีสัญญาณการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเงิน และคาดว่าราคาผู้บริโภคที่มีเสถียรภาพ จะยังอยู่ต่อไปอีกในหลายเดือนข้างหน้า
สำนักสถิติแห่งชาติของจีน รายงานว่า ราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 2.6% ในเดือนสิงหาคมจากปีก่อนหน้า ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด และตัวเลขที่เพิ่มขึ้น 2.7% ในเดือนกรกฎาคม ขณะที่เมื่อเทียบเดือนต่อเดือน ราคาดังกล่าวเพิ่มขึ้น 0.5% สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 0.4%
นอกจากนี้ ราคาผู้ผลิตลดลง 1.6% เทียบกับปีก่อน น้อยกว่าทั้งการคาดการณ์ของตลาดที่ 1.8% และตัวเลขที่ลดลง 2.3% ในเดือนกรกฎาคม ขณะที่ตัวเลขเงินฝืดหน้าประตูโรงงาน (ไม่แน่ใจ) คงอยู่มา 18 เดือนแล้วในขณะนี้ โดยอัตราการลดลงได้ผ่อนคลายลงจากระดับสูงสุดที่ 3.6% ในเดือนกันยายน 2555
ด้านนักสถิติอาวุโสจากสำนักสถิติแห่งชาติของจีน "นายหยู ชิวเม่ย" แถลงว่า แนวโน้มความมีเสถียรภาพในเศรษฐกิจชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
มีสัญญาณเพิ่มขึ้นว่าเศรษฐกิจของจีนกำลังตั้งหลักได้ หลังจากชะลอตัวไป 9 ไตรมาสจาก 10 ไตรมาส ขณะที่ตัวเลขในด้านอื่นๆของเดือนสิงหาคมแสดงให้เห็นว่ามีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นบางส่วน
ยอดส่งออกของจีนเพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งได้แรงหนุนความต้องการที่กระเตื้องขึ้นในตลาดสำคัญหลายแห่ง และผลสำรวจภาคการผลิตยังชี้ว่ารายจ่ายที่เป็นทุนและผลผลิตภาคอุตสาหกรรมได้ผนึกกำลังกันตอบรับมาตรการต่างๆของรัฐบาลในการกระตุ้นการลงทุนและคำมั่นที่จะผลักดันสิ่งเหล่านี้ผ่านการปฏิรูป
อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้กำหนดนโยบายได้ออกชุดมาตรการที่มุ่งเน้นการสร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจ รวมไปถึงการเร่งลงทุนด้านรางรถไฟและการก่อสร้างการเคหะ อีกทั้งการออกนโยบายเพื่อช่วยเหลือบริษัทรายย่อยที่มีความจำเป็นด้านการเงิน
รัฐมนตรีช่วยคลังของจีน "นายจู กวงเหยา" กล่าวว่า ไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้การกระตุ้นของรัฐบาล และการเติบโตอาจได้รับแรงหนุนจากการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างแทน
ธนาคารกลางคงนโยบายเดิมอย่างมั่นคง นับตั้งแต่เริ่มต้นปี 2556 โดยมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยเพื่อสนับสนุนภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในขณะที่กำลังหลุดพ้นจากปัจจัยเสี่ยงเงินเฟ้อ
สำหรับในปัจจุบัน ความไม่แน่นอนที่สำคัญคือทิศทางที่บรรดานักลงทุนจะตอบสนอง หากเฟดเริ่มลดมาตรการกระตุ้นในปลายเดือนนี้ ขณะที่นักลงทุนบางรายมองเห็นปัจจัยเสี่ยงที่การยึดเกาะ (ไม่แน่ใจ) ของบรรดาประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนามีความเปราะบางต่อกระแสเงินทุนไหลออก


