ผลการศึกษาล่าสุด 2 ฉบับ ระบุว่า สหรัฐกำลังเผชิญกับจำนวนภัยก่อการร้ายที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มหัวรุนแรงในซีเรียและประเทศอื่นๆ
ผลประเมินภัยคุกคามจากโครงการความมั่นคงในมาตุภูมิของศูนย์นโยบายร่วม ซึ่งกำกับดูแลโดย 2 ประธานคณะกรรมการ "11 กันยา 2544" คือ "นายโธมัส คีน" และ "นายลี แฮมิลตัน" ระบุว่า กลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ได้แพร่กระจายกำลังมากขึ้นในช่วงที่โครงสร้างหลักของกลุ่มอ่อนแอลง แต่ก็สามารถขยายจำนวนสมาชิกของตนผ่านกลุ่มเครือข่ายย่อยในภูมิภาค
รายงานดังกล่าวซึ่งถูกเผยแพร่ก่อนถึงวันครบ 12 ปี "เหตุวินาศกรรม 11 กันยายน" ระบุด้วยว่า ถึงแม้จำนวนแกนนำหลักของอัลกออิดะห์จะลดลง แต่การเคลื่อนไหวด้วยอุดมการณ์ของกลุ่มดังกล่าวยังคงเกิดขึ้นและดึงดูดผู้สนับสนุนรายใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง จึงทำให้กลุ่มอัลกออิดะห์มีเครือข่ายใน 16 ประเทศทั่วโลก เพิ่มขึ้นจากเมื่อ 5 ปีก่อนถึง 2 เท่า
รายงานดังกล่าวยังเตือนถึงภัยคุกคามระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นจากฝีมือของกลุ่ม "ยับฮัต อัล-นุสเราะ" เครือข่ายของอัลกออิดะห์ที่กำลังต่อสู้กับรัฐบาลซีเรีย โดยแม้กลุ่มดังกล่าวกำลังให้ความสำคัญกับการสู้รบในซีเรีย แต่ก็อาจสามารถสร้างองค์กรที่มีเจตนารมย์และศักยภาพมากพอที่จะโจมตีชาติตะวันตกด้วยตัวเองได้
ผลการศึกษายังระบุว่า ปัจจัยที่จะพลิกสถานการณ์คือในกรณีที่กลุ่มหัวรุนแรงสามารถเข้าถึงคลังเก็บอาวุธเคมีที่กระจายอยู่ทั่วซีเรีย และมีการลักลอบนำไปใช้ที่อื่น ซึ่งความวิตกดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่สร้างความสับสนให้กับการอภิปรายในสภาคองเกรสเกี่ยวกับการใช้ปฏิบัติการทางทหารต่อซีเรียด้วยข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลของนายอัสซาดใช้อาวุธเคมี
นอกจากนี้ รายงานดังกล่าวยังเตือนว่ากลุ่มหัวรุนแรงในประเทศที่เกิดการปฏิวัติออาหรับสปริงอย่างอียิปต์ และประเทศแอฟริกาอย่างมาลี ต่างเกิดความขัดแย้งในภูมิภาคหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งอาจลุกลามจนกลายเป็นภัยก่อการร้ายระหว่างประเทศได้


