ข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟระบุว่า ตุรกี รัสเซีย และอาเซอร์ไบจาน ได้เพิ่มปริมาณทองคำสำรองในเดือนก.ค.ที่ผ่านมา
เว็บไซต์ของไอเอ็มเอฟระบุว่า ธนาคารกลางตุรกีได้เพิ่มการถือครองทองคำอีก 22.5 ตัน นับเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดในบรรดาธนาคารกลาง 15 ประเทศที่เพิ่มการสำรองทองคำของตนเมื่อเดือนก่อน นอกจากนี้ ฝรั่งเศส คาซัคสถาน โมซัมบิก และกัวเตมาลา ก็ทำการเพิ่มทองคำสำรองของตนเช่นกัน แต่ในปริมาณที่น้อยกว่ามาก
การถือครองทองคำโดยธนาคารกลางของประเทศต่างๆกำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด นับตั้งแต่ธนาคารกลางหลายแห่งกลายเป็นผู้ซื้อทองคำมากกว่าขายเมื่อปี 2553 หลังจากที่เป็นผู้ขายมากกว่าซื้อมา 20ปี โดยวิกฤติเศรษฐกิจโลกเมื่อปี 2551 กระตุ้นให้ทางการกลับมาให้ความสนใจในทองคำ
อย่างไรก็ตาม ข่าวลือที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายน ที่ว่าไซปรัสอาจถูกบีบให้ต้องขายทองคำสำรองออกไปเพื่อปรับปรุงสถานะทางการเงินของตน เป็นเหตุให้มีการเทขายทองคำเป็นจำนวนมาก ท่ามกลางความวิตกว่าจะมีธนาคารกลางอีกหลายแห่งดำเนินการแบบเดียวกัน
ทั้งนี้ ราคาทองคำพุ่งขึ้นกว่า 7% ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากที่ลดลงไปเหลือ 1,180.71 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในมิถุนายน ซึ่งถือเป็นราคาต่ำที่สุดนับตั้งเดือนสิงหาคม 2553
ตุรกีซึ่งมีปริมาณทองคำสำรองมากที่สุดเป็นอันดับ 11 ของโลก ได้เพิ่มทองคำสำรองเป็น 464 ตันในเดือนกรกฎาคม จากเดิมอยู่ที่ 441.5 ตันในเดือนมิถุนายน โดยเมื่อปีก่อนธนาคารกลางของตุรกีได้อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ สามารถถือครองสัดส่วนเงินสำรองสกุลลีราตุรกีในรูปของทองคำ
ข้อมูลของไอเอ็มเอฟยังระบุว่า การถือครองทองคำของรัสเซียซึ่งมากเป็นอันดับ 7 ของโลก เพิ่มขึ้นอีก 6.345 ตันเป็น 1,002.8 ตัน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 10 ติดต่อกัน ขณะที่อาเซอร์ไบจานก็เพิ่มทองคำอีก 2.009 ตัน เพื่อเพิ่มการถือครองเป็น 10.023 ตันเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นอกจากนี้ เม็กซิโก เดนมาร์ก และแคนาดา เป็นหนึ่งในประเทศที่ขายทองคำบางส่วนในปริมาณน้อย





