อียิปต์วางแผนใช้เงินช่วยเหลือหลายพันล้านดอลลาร์จากประเทศในอ่าวเปอร์เซีย กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนใหม่ๆไม่ต้องขึ้นภาษี
หลังจากประธานาธิบดีโมฮาเหม็ด มอร์ซี จากกลุ่มภราดรภาพมุสลิม ถูกกองทัพเข้ายึดอำนาจเมื่อเดือนที่แล้ว ซาอุดีอาระเบีย คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ก็รับปากกับอียิปต์ว่าจะให้เงินกู้ เงินให้เปล่า และจัดส่งให้น้ำมัน รวมเป็นมูลค่า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยให้ไปแล้ว 5 พันล้านดอลลาร์
รัฐบาลรักษาการของอียิปต์ที่มีกองทัพหนุนหลัง มีความต้องการอย่างมากที่จะปรับปรุงสภาพต่างๆ ในประเทศที่เผชิญความวุ่นวายทางการเมืองและเศรษฐกิจเป็นเวลากว่า 2 ปี แต่เผชิญแรงกดดันอย่างมากให้หลีกเลี่ยงมาตรการรัดเข็มขัด เพราะจะไม่เป็นที่ยอมรับจากประชาชนอย่างแน่นอน
รัฐมนตรีคลัง นายอาเหม็ด กาลัล แถลงว่า วิธีที่ดีที่สุดที่จะจัดการกับปัญหานี้คือ ดึงเงินทุนจากนอกประเทศ แสวงหาการสนับสนุน และพึ่งพามิตรประเทศที่สามารถให้เงินทุนอัดฉีดได้ การกระทำดังกล่าวจะทำให้ไม่ต้องขึ้นภาษีหรือผลักดันเศรษฐกิจให้เศรษฐกิจถดถอย หรือลดการใช้จ่ายภาครัฐและรัดเข็มขัด
นอกจากนี้อียิปต์ยังหวังจะลดการอุดหนุนด้านพลังงานลงปีละ 3.5 พันล้านปอนด์อียิปต์ หลังเริ่มให้สมาร์ทการ์ดแก่เจ้าของรถในเดือนหน้า และต้องการลดการอุดหนุนในด้านอื่นๆ ด้วย
รัฐมนตรีคลังอียิปต์ กล่าวด้วยว่า ในรอบปีที่สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน อียิปต์ขาดดุลงบประมาณไม่ถึง 14% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพี ขณะที่งบประมาณปี 2555-2556 ซึ่งประกาศใช้เมื่อปีที่แล้ว คาดว่าจะขาดดุลเพียง 7.9% ของจีดีพี ลดลงจาก 8.2% ในปีงบประมาณ 2554-2555
ความช่วยเหลือที่ประเทศในอ่าวเปอร์เซียรับปากไว้ น่าจะช่วยให้อียิปต์ลดการขาดดุลได้โดยตรง และทำให้ต้นทุนทางการเงินลดต่ำลง ต้นทุนดังกล่าวเพิ่มมากขึ้นผลจากการกู้ยืมจำนวนมากจากธนาคารท้องถิ่น ตั้งแต่การลุกฮือที่บีบให้ประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัก ต้องลงจากอำนาจในปี 2554 และทำให้ฐานะการคลังเงินอียิปต์ไร้เสถียรภาพอย่างรวดเร็ว
นายกาลัล กล่าวว่า เงินช่วยเหลือจากประเทศในอ่าวเปอร์เซียทำให้ความต้องการเงินช่วยเหลือจากภายนอกลดเหลือเพียง 5 พันล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณนี้ จากที่คาดการณ์เมื่อ 6 เดือนก่อนว่าต้องการเงินช่วยเหลือ 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ ทั้งยังลดแรงกดดันในการขอกู้เงิน 4.8 พันล้านดอลลาร์จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) โดยนายกาลัลกล่าวว่านับถึงขณะนี้ดูเหมือนอียิปต์ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟ
แทนที่จะขึ้นค่าจ้างและการใช้จ่ายอื่น ๆ รัฐบาลมีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลักดันโครงการต่างๆ และโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ประปา สุขาภิบาล ถนน และสะพานให้เสร็จสมบูรณ์ มุ่งให้ความสนใจกับโครงการที่พึ่งพาแรงงานจำนวนมาก และให้ประโยชน์แก่คนจน รวมทั้งพยายามจ่ายเงินค้างชำระด้วย





