ค่าเงินตลาดเกิดใหม่ร่วงหนัก! เหตุเศรษฐกิจชะลอ-ขาดดุลบัญชี เฟดเตรียมลดขนาดคิวอี เร็วๆนี้ กดดันเงินไหลออก
สกุลเงินรูปีของอินเดียดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบกับดอลลาร์ เช่นเดียวกับสกุลเงินเรียลของบราซิลกับสกุลเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่บางประเทศ เนื่องจากนักลงทุนมองว่า ประเทศกลุ่มนี้อาจได้รับความเสียหายมากที่สุดจากการไหลออกของเงินทุนต่างชาติสกุลเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่หลายประเทศยังคงเผชิญกับแรงเทขายอย่างรุนแรงและยังไม่มีแนวโน้มว่าแรงเทขายดังกล่าวจะบรรเทาลง
นักลงทุนคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดขนาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือคิวอี ในเร็วนี้
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้นักลงทุนถอนเงินลงทุนออกจากตลาดที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะตลาดของประเทศที่มียอดขาดดุลทางการเงิน เศรษฐกิจชะลอตัว หรือประสบภาวะเงินเฟ้อ
สกุลเงินที่เข้าข่ายนี้รวมถึงรูปีของอินเดีย รูเปียห์ของอินโดนีเซีย แรนด์ของแอฟริกาใต้ และเรียลของบราซิล
เงินรูเปียห์ทรุดตัวลงแตะระดับต่ำสุดรอบ 4 ปีเมื่อวานนี้ (20 ส.ค.) ในขณะที่แรนด์/ดอลลาร์ดิ่งลง 1 % และร่วงลงมาแล้วเกือบ 17 % จากช่วงต้นปีนี้ เงินเรียลร่วงลงกว่า 5 % ในสัปดาห์ที่แล้ว และอ่อนค่าลงต่อ จนแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค.2009 ถึงแม้ธนาคารกลางบราซิล เทขายสัญญาสว็อปสกุลเงินเกือบ 3 พันล้านดอลลาร์ โดยสัญญาดังกล่าว เป็นตราสารอนุพันธ์ที่เลียนแบบการอัดฉีดดอลลาร์เข้าสู่ตลาดสัญญาล่วงหน้า
ขณะที่ทั้งเรียลและรูปีต่างก็ได้รับแรงกดดันจากการที่นักลงทุนไม่มั่นใจว่า มาตรการของรัฐบาลมีประสิทธิภาพมากพอหรือไม่ ในการสกัดกั้นการดิ่งลงของสกุลเงินรูปี ซึ่งถือเป็นสกุลเงินที่ร่วงลงมากที่สุดในเอเชีย ส่วนเรียลเป็นสกุลเงิน ที่อ่อนค่าลงมากที่สุดในภูมิภาคละตินอเมริกานับตั้งแต่ปลายเดือนพ.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่เฟดเริ่มส่งสัญญาณครั้งแรกว่า เฟดอาจจะปรับลดขนาดคิวอีลงในช่วงต่อไปในปีนี้ โดยรูปี/ดอลลาร์รูดลงมาแล้ว 13 % จากช่วงต้นปีนี้ ขณะที่เรียลดิ่งลงมาแล้ว 15 %
ถ้าหากเฟดปรับลดขนาดมาตรการเข้าซื้อตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอาจปรับสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความน่าดึงดูดให้แก่ ดอลลาร์และสินทรัพย์ที่อยู่ในรูปสกุลดอลลาร์
การอ่อนค่าของเรียลสร้างความยุ่งยากให้แก่ผู้กำหนดนโยบายของบราซิล ในการปรับลดอัตราเงินเฟ้อ และส่งผลให้นักลงทุนหลายรายคาดการณ์กันว่า ธนาคารกลางบราซิลอาจจะเร่งรัดการคุมเข้มนโยบายการเงินในสัปดาห์หน้า
แรงเทขายรูปีอาจส่งผลให้เศรษฐกิจอินเดียเผชิญกับวิกฤติการณ์อย่างเต็มรูปแบบ โดยนายโรเบิร์ต ไพรเออร์-แวนเดสฟอร์ด นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารเครดิต สวิส ระบุว่า "สิ่งที่กังวลมากที่สุดก็คือว่า ผู้กำหนดนโยบายของอินเดียอาจจะไม่เข้าใจสถานการณ์ และอาจจะคิดว่าปัญหานี้ เป็นปัญหาเล็กน้อยที่จะบรรเทาลงในเวลาอันรวดเร็วโดยใช้มาตรการแก้ไข ไม่มากนัก"
รูปีร่วงลงอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ถึงแม้ธนาคารกลางอินเดียขายดอลลาร์ออกมา และประกาศมาตรการจำกัดการไหลออกของเงินทุนในภาคเอกชนและภาคครัวเรือนในวันที่ 14 ส.ค. โดยมาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้อินเดีย
ประเทศตลาดเกิดใหม่ที่เผชิญความเสี่ยงมากที่สุดจากการไหลออกของ เงินทุนอย่างฉับพลัน คือประเทศที่ประสบปัญหายอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง เช่น อินเดียและอินโดนีเซีย รูเปียห์ได้รับแรงกดดันเมื่อธนาคารกลางอินโดนีเซียประกาศในวันศุกร์ว่า ยอดขาดดุลบััญชีเดินสะพัดของอินโดนีเซียพุ่งขึ้นสู่ 4.4 % ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในไตรมาส 2 ของปีนี้ โดยเพิ่มขึ้นจาก 2.4 % ในไตรมาสแรก
ทางด้านธนาคารกลางแอฟริกาใต้ไม่ได้สกัดกั้นการดิ่งลงของสกุลเงินแรนด์ ซึ่งสิ่ิ่งนี้เป็นสิ่งที่แตกต่างจากการดำเนินการของธนาคารกลางประเทศอื่นๆ แรนด์ดิ่งลงแตะจุดต่ำสุดรอบ 5 สัปดาห์ที่ 10.2 แรนด์ต่อดอลลาร์ โดยได้รับแรงกดดันจากความกังวลเรื่องเฟด ปัญหาแรงงานในแอฟริกาใต้ และความกังวลเรื่องตัวเลขเศรษฐกิจจีน โดยจีนถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดสำหรับสินค้าส่งออกของแอฟริกาใต้
นายกิโยม ซาโลมอน นักยุทธศาสตร์การลงทุนของธนาคารโซซิเอเต้ เจเนอราล กล่าวว่า "แอฟริกาใต้มีเศรษฐกิจที่อ่อนแอมาก แต่แอฟริกาใต้ ไม่สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงได้ ดังนั้นจึงต้องใช้สกุลเงินเป็นเครื่องมือ"
ประเทศที่มียอดขาดดุลกลุ่มนี้เผชิญความเสี่ยงจากการปรับลดขนาดคิวอีของเฟด เพราะการปรับลดดังกล่าวจะส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดโลกลดลง และทำให้เรียลและรูปีอ่อนค่าลง ซึ่งจะทำให้นักลงทุนถอนเงินลงทุนออกจาก หุ้นและพันธบัตรตลาดเกิดใหม่ด้วย และปัจจัยนี้ก็จะทำให้นักลงทุนเทขายเรียลและรูปีมากยิ่งขึ้นไปอีก และกลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดวิกฤติดุลการชำระเงินขึ้นได้ในที่สุด
ประเทศกลุ่มนี้พึ่งพาเงินทุนไหลเข้าจากต่างชาติเป็นจำนวนมากเพื่อชดเชย ยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของตนเอง โดยยอดขาดดุลดังกล่าวอยู่ที่ 3 % ของจีดีพีในบราซิล, 4.8 % ในอินเดีย และ 6.5 % ในแอฟริกาใต้
นายซาโลมอนกล่าวว่า "สกุลเงินของอินเดียและแอฟริกาใต้เป็นสกุลเงิน ที่เผชิญความเสี่ยงมากที่สุด"
ความกังวลในเรื่องนี้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในตลาดการเงิน โดยตลาดหุ้น อินเดียรูดลงเกือบ 2 % และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอินเดียประเภท อายุ 10 ปีพุ่งขึ้นเหนือ 9 % แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008
ขณะที่ ตลาดหุ้นอินโดนีเซียทรุดลงกว่า 5 % และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร อินโดนีเซียทะยานขึ้นแตะจุดสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2011 ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรแอฟริกาใต้พุ่งขึ้นแตะจุดสูงสุดในรอบ กว่า 1 ปี


