"ฮุน เซน" แม้จะได้กุมอำนาจในการบริหารกัมพูชา แต่เสียงในสภาที่น้อยกว่าเดิมอย่างมาก อาจทำให้ต้องเปิดช่องเสรีภาพมากขึ้น
แม้นายกรัฐมนตรีฮุน เซน มีแนวโน้มที่จะได้กุมอำนาจในการบริหารกัมพูชา ประเทศที่ขึ้นชื่อว่ายากจนที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียต่อไปอีก หลังอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมานานถึง 28 ปีแล้ว แต่เสียงในสภาที่น้อยกว่าเดิมอย่างมาก อาจทำให้ต้องเปิดช่องเสรีภาพให้กว้างขึ้น
นายพาย สีพัน โฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า พรรคประชาชนกัมพูชา หรือซีพีพีได้ที่นั่ง 68 ที่นั่งจาก จากทั้งหมด 123 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 123 ที่นั่ง ขณะที่พรรคกู้ชาติแห่งกัมพูชา หรือซีเอ็นอาร์พี ของนายสม รังสี ได้ 55 ที่นั่ง นับเป็นผลการเลือกตั้งที่สูสีที่สุด และพรรคซีพีพี ได้มากกว่าฝ่ายค้านเพียง 13 ที่นั่ง
ผลการเลือกตั้งที่ไม่ได้ทิ้งห่างฝ่ายค้านมากนัก อาจเป็นแรงกดดันให้นายกรัฐมนตรีฮุน เซน ต้องยอมเปิดช่องให้มีเสรีภาพทางการเมืองเพิ่มขึ้น หลังจากฝ่ายค้านได้ประโยชน์จากการดึงเอาประเด็นการไล่ที่ การยึดที่ดินและสิทธิขั้นพื้นฐานด้านแรงงานขึ้นมาหาเสียง
โฆษกรัฐบาล ยังเรียกร้องให้ประชาชนอยู่ในความสงบ และรับปากว่า รัฐบาลจะไม่ใช้ความรุนแรงตอบสนองการประท้วง และรัฐบาลจำเป็นต้องทำงานหนัก เขาอ้างด้วยว่า ตัวเลขที่ได้อยู่บนฐานของการนับของแต่ละพรรค ไม่ใช่ผลอย่างเป็นทางการ แต่ผลที่ได้ก็จะเป็นโอกาสให้เกิดการปรองดองและสร้างประชาธิปไตยให้แข็งแกร่งในกัมพูชา
ทั้งนี้ พรรคซีพีพี บริหารประเทศนับตั้งแต่เวียดนามเข้าไปโค่นเขมรแดง เมื่อปี 2522 ขณะที่นายกรัฐมนตรีฮุน เซน วัย 60 ปี ครองอำนาจตั้งแต่ปี 2528 ทำให้เขากลายเป็นผู้นำที่ครองอำนาจยาวนานที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของเอเชีย และได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีคนหนุ่มสาวมากที่สุดในภูมิภาค โดยพบว่า ประชาชนมากกว่า 15 ล้านคน เป็นคนที่อายุต่ำกว่า 24 ปี
เมื่อปี 2551 พรรคซีพีพีชนะเลือกตั้ง ได้ 90 ที่นั่ง จากทั้งหมด 123 ที่นั่ง ส่วนพรรคซีเอ็นอาร์พี ที่ก่อตั้งเมื่อปีที่แล้ว จากการรวมตัวของ 2 พรรคฝ่ายค้าน ได้ที่นั่งเพิ่มจากครั้งที่แล้วเกือบ 2 เท่า ซึ่งนายสม รังสี ได้เตือนว่า จะเกิดความรุนแรง ถ้ามีการโกงการเลือกตั้ง เขาชูนโยบายแก้ปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับสิทธิขั้นพื้นฐานด้านแรงงานที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยการสัญญาว่าจะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำสำหรับพนักงานโรงงานเป็น 2 เท่า คือ 150 ดอลลาร์ และปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการด้วย
ส่วนปัญหาขัดแย้งเรื่องที่ดินและการเวนคืนที่ดิน ก็เป็นเรื่องที่หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ระบุในรายงานเมื่อปีที่แล้วว่า นักเคลื่อนไหวและผู้สื่อข่าวจำนวนมาก ที่เคลื่อนไหวปกป้องสิทธิมนุษยชน ต่างวิตกว่า ชีวิตของพวกเขาตกอยู่ในอันตราย
นายกรัฐมนตรีฮุน เซน บอกว่า โรงงานทอผ้าและผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป ที่มีแรงงาน 450,000 คน อาจจะย้ายไปประเทศเพื่อนบ้าน อย่างลาวและกัมพูชา ถ้าปรับขึ้นค่าแรง ซึ่งอุตสาหกรรมประเภทนี้ ทำรายได้เข้าประเทศราว 80%
ทั้งนี้ กัมพูชามีการเติบโตทางเศรษฐกินน้อยมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามหลังลาว และติมอร์ตะวันออก แต่เมื่อปีที่แล้ว เศรษฐกิจเติบโตขึ้น 7.2 เปอร์เซ็นต์ อันเนื่องมาจากการบริโภคและการลงทุนที่เพิ่มขึ้น


