ทูตยูเอ็นร้องรัฐบาล"ฮุน เซน"เลือกตั้งบริสุทธิ์-เคารพสิทธิ ด้าน"สม รังสี"ตำหนิรัฐบาลถึงสัญญาณการทุจริตก่อนการเลือกตั้ง
นายสม รังสี หัวหน้าพรรคกู้ชาติกัมพูชา (ซีเอ็นอาร์พี) แกนนำฝ่ายค้านกัมพูชา กล่าวเมื่อวานนี้ (27 ก.ค.) ว่า พรรคของเขาได้เปิดโปงความไม่ชอบมาพากลในการเลือกตั้งครั้งนี้ อาทิ การตรวจพบรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งหลายหมื่นคนซ้ำซ้อนกัน ซึ่งจะทำให้ชาวบ้านบางคนสามารถลงคะแนนเสียงได้ 2 ครั้งในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันนี้ (28 ก.ค.) โดยนายสม รังสี ยังกล่าวหาว่าหมึกที่ใช้ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งนั้นสามารถลบออกได้
หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ระบุด้วยว่า กัมพูชากำลังก้าวถอยหลังในแง่ของการเลือกตั้งอย่างยุติธรรม พร้อมกล่าวอ้างว่ามีประชาชนจำนวนมากที่อยากลงคะแนนเสียงให้กับฝ่ายค้าน แต่เขาสงสัยว่าพรรครัฐบาลจะรู้เรื่องนี้ และอาจดำเนินการทุจริตมากขึ้น
นายสม รังสี ยังกล่าวอีกว่า การที่เขาถูกห้ามลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้ ถือว่าไม่เป็นธรรมอย่างมาก และแสดงให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีฮุน เซน เป็นคนขี้ขลาดจริงๆ
ทั้งนี้ นายสม รังสี เพิ่งเดินทางกลับมายังกัมพูชาเมื่อวันที่ 19 ก.ค.ที่ผ่านมา หลังได้รับอภัยโทษจากกษัตริย์ นโรดม สีหมุนี ในข้อหารื้อถอนเสาปักปันเขตแดน และทำแผนที่ปลอมบริเวณแนวเขตแดนระหว่างกัมพูชากับเวียดนาม และรวมถึงคดีกล่าวหาว่า นายฮอร์ นัมฮง รัฐมนตรีต่างประเทศเป็นสมาชิกของกลุ่มเขมรแดง ซึ่งศาลตัดสินจำคุกเขานาน 11 ปี ทำให้เขาต้องลี้ภัยไปอยู่ฝรั่งเศส พร้อมระบุว่าการดำเนินคดีต่อเขามีแรงจูงใจมาจากการเมือง
อย่างไรก็ดี การกลับมาครั้งนี้ นายสม รังสี ไม่มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งแต่อย่างใด โดยเจ้าหน้าที่เลือกตั้งกัมพูชาระบุว่า ล่าช้าเกินกว่าที่จะเพิ่มชื่อเขาได้ ซึ่งเขาก็ได้ดำเนินความพยายามในเรื่องนี้หลายครั้ง แต่ก็ถูกปฏิเสธมาตลอด
"การกระทำนี้ ถือว่าไม่ยุติธรรมอย่างมาก และแสดงให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันขี้ขลาด พรรครัฐบาลกำลังหวาดกลัว"
อย่างไรก็ดี พรรคประชาชนกัมพูชา (ซีพีพี) พรรครัฐบาลกัมพูชาของ สมเด็จฮุน เซน ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดย นายเขียว กัณหฤทธิ์ โฆษกซีพีพี ระบุว่า ฝ่ายค้านต้องเจาะจงให้ชัดเจนว่ามีการกระทำผิดกฎข้อบังคับอะไรเกิดขึ้น ไม่ใช่เอาแต่พูดลอยๆ ไม่เช่นนั้นก็จะเหมือนเป็นการออกมาแก้ตัวที่กำลังจะแพ้การเลือกตั้ง
ทางด้านกลุ่มสิทธิมนุษยชนทั้งในและต่างประเทศต่างแสดงความกังวลเกี่ยวกับรายงานความไม่ชอบมาพากลในการเลือกตั้งเช่นกัน ขณะที่ นายสุรยา ซูเบดี ทูตพิเศษด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ออกมาย้ำข้อเรียกร้องที่ต้องการให้การเลือกตั้งในกัมพูชาเป็นไปอย่างเสรี ยุติธรรม และสงบสุข โดยต้องได้รับการสนับสนุนเรื่องการเคารพสิทธิมนุษยชนทั้งก่อนหน้า ระหว่าง และหลังจากเลือกตั้งแล้ว
นายซูเบดี กล่าวว่า สภาพแวดล้อมทางการเมืองที่มีเสรีภาพ และประชาชนที่สามารถใช้สิทธิของตัวเองได้อย่างเต็มที่ มีอิสระในการแสดงความคิดเห็น และสิทธิที่จะเลือกตั้ง ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเลือกตั้งและประชาธิปไตย
ทูตพิเศษรายนี้ ระบุว่า กัมพูชามีความก้าวหน้าอย่างมากในการสร้างประชาธิปไตยที่แข็งแกร่ง สิทธิมนุษยชน และกฎหมาย จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลรับประกันถึงการปฏิบัติตามข้อผูกพันด้านสิทธิมนุษยชนสากลในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นด้วย
นายซูเบดี ยังเรียกร้องให้ชาวกัมพูชาอดกลั้นเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรง และเคารพในสิทธิของบุคคลอื่นเมื่อออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งของตัวเอง พร้อมย้ำว่าผู้มีสิทธิออกเสียงทุกคนจะต้องได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกันในการออกไปใช้สิทธิของตัวเอง โดยที่ไม่ต้องโดนข่มขู่ ไม่โดนกดดัน หรือทำให้เกิดความหวาดกลัว และถ้าเกิดข้อกล่าวหาใดๆ ขึ้นมา ภาครัฐก็ควรที่จะดำเนินการสอบสวนทันที
ก่อนหน้านี้ กลุ่มฮิวแมนไรท์วอชท์ในสหรัฐ แถลงว่า ระหว่างการหาเสียงซึ่งสิ้นสุดอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อช่วงเที่ยงคืนของวันศุกร์ที่ผ่านมานั้น (26 ก.ค.) ได้เกิดปัญหาหลายอย่าง รวมถึงการที่ฝ่ายค้านเข้าถึงสื่อได้ไม่เท่าฝ่ายรัฐบาล ทั้งยังมีการโยกย้ายรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ตลอดจนการที่เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงไปหาเสียงให้พรรคประชาชนกัมพูชา (ซีพีพี) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล
นายแบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการกลุ่มฮิวแมนไรท์วอชท์ ตั้งข้อสังเกตว่า นายสม รังสี ผู้นำฝ่ายค้าน ได้รับพระราชทานอภัยโทษและเดินทางกลับจากการลี้ภัยในฝรั่งเศสได้ แต่เจ้าหน้าที่ดูแลการเลือกตั้งยังตัดสินว่าเขาไม่มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งและไม่มีสิทธิแม้แต่ไปลงคะแนน ซึ่งการเลือกตั้งที่แกนนำฝ่ายค้านถูกห้ามด้วยเหตุผลจอมปลอม แทบจะเข้าข่ายคำจำกัดความของกระบวนการที่ไม่ยุติธรรมและไม่เป็นประชาธิปไตย
พรรคสม รังสี ได้ผนวกเข้ากับอีกพรรคการเมืองหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว และกลายเป็นพรรคซีเอ็นอาร์พี พรรคนี้หวังได้ที่นั่งเพิ่มจาก 29 ที่นั่ง ขณะที่พรรคซีพีพีมี 90 ที่นั่ง จากทั้งหมด 123 ที่นั่งในสภา
ในระหว่างการหาเสียงให้พรรค นายสม รังสี กล่าวว่า ประชาชนกำลังส่งสัญญาณไปถึงผู้นำปัจจุบันว่าถึงเวลาของการลงจากตำแหน่งแล้ว พร้อมรับปากว่าพรรคของเขาจะขึ้นค่าแรงในภาคสิ่งทอ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมส่งออกหลักของประเทศ และจะยุติการยึดที่ดินในชนบท หลังจากพันธมิตรของ สมเด็จฮุน เซน และบริษัทต่างชาติบางแห่งถูกกล่าวหาว่าขโมยที่ดินไปจากเกษตรกร





