กองทัพอียิปต์เพิ่มแรงกดดันต่อประธานาธิบดีโมฮาเหม็ด มอร์ซี แต่นักวิเคราะห์ชี้การแทรกแซงของกองทัพอาจเจอปัญหา
กองทัพอียิปต์ออกแถลงการณ์ ให้เวลาประธานาธิบดีมอร์ซี 48 ชั่วโมงในการปฏิบัติตามเสียงเรียกร้อง หลังจากประชาชนหลายล้านคนออกมาชุมนุมกันตามท้องถนนทั่วประเทศเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เรียกร้องให้เขาลงจากตำแหน่ง และมีผู้เสียชีวิต 16 รายจากเหตุชุมนุมดังกล่าว
แถลงการณ์ระบุว่าหากไม่มีการปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของประชาชนภายในเวลาที่กำหนดไว้ กองทัพจะประกาศโรดแมพและมาตรการดูแลให้เป็นไปตามนั้น พร้อมปฏิเสธว่าไม่ได้พยายามก่อรัฐประหาร แถลงการณ์ที่ออกมามีเป้าหมายที่การผลักดันทุกกลุ่มการเมืองให้รีบหาทางออกจากวิกฤติเท่านั้น
ก่อนหน้านี้ กองทัพซึ่งเข้าดูแลประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านหลังจากนายฮอสนี มูบารัก ถูกโค่นจากตำแหน่ง เมื่อปี 2554 ได้ให้เวลาทุกฝ่าย 1 สัปดาห์ในการประสานความเห็นที่แตกต่างกัน
ทามารอด ซึ่งเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวรากหญ้าที่เป็นแกนนำการชุมนุมครั้งใหญ่เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ยินดีกับแถลงการณ์ของกองทัพว่าเป็นการยืนอยู่ข้างเดียวกับประชาชน
อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีมอร์ซีเมินเสียงเรียกร้องของกองทัพ พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าสร้างความประนีประนอมในประเทศ และระบุว่าแถลงการณ์ของกองทัพอาจสร้างความสับสน ทั้งยังทำให้ความแตกแยกร้าวลึกและคุกคามสันติภาพในสังคม
แถลงการณ์ของประธานาธิบดี ระบุว่านายมอร์ซีกำลังหารือกับทุกกลุ่มเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามแนวทางประชาธิปไตย และปกป้องเจตนารมย์ของประชาชน
บรรดาผู้สนับสนุนประธานาธิบดีมอร์ซี ซึ่งได้ออกมาชุมนุมเช่นกันเพื่อปกป้องความชอบธรรมของเขา กล่าวว่าความพยายามโค่นล้มประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งตามแนวทางประชาธิปไตย ไม่ต่างจากการทำรัฐประหาร
นอกจากนั้น นายมอร์ซียังเผชิญแรงกดดันมากขึ้น เมื่อนายโมฮัมเหม็ด คาเมล อัมร์ รัฐมนตรีต่างประเทศ ลาออก นับเป็นรัฐมนตรีคนล่าสุดที่ลาออก ต่อจากรัฐมนตรีการท่องเที่ยว รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีการลงทุน และรัฐมนตรีกิจการกฎหมาย
นายมอร์ซีเป็นประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งอย่างเสรีคนแรกของประเทศ ทั้งยังเป็นผู้นำกลุ่มภราดรภาพมุสลิม เขาขึ้นสู่อำนาจหลังจากการลุกฮือของประชาชนบีบให้นายฮอสนี มูบารัก ที่ปกครองประเทศมา 30 ปี ต้องลงจากตำแหน่ง
กลุ่มผู้ประท้วงที่ต่อต้านนายมอร์ซีอยู่ขณะนี้ มองว่าเขาวิตกแต่เรื่องการเพิ่มอำนาจของกลุ่มภราดรภาพ และไม่ยอมแก้ปัญหาเศรษฐกิจรวมถึงปัญหาสังคม
อย่างไรก็ตาม นายโอลิเวอร์ โคลแมน นักวิเคราะห์ตะวันออกกลางแห่งบริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยง เมเปิลครอฟต์ ชี้ว่าการเข้าแทรกแซงของกองทัพไม่ใช่ทางออกระยะยาว และกลุ่มตรงข้ามกับรัฐบาลก็ยังอ่อนแอเกินกว่าจะขึ้นเป็นผู้นำได้
ขณะที่นายทหารระดับสูงบางคนยอมรับว่ายังมีความทรงจำอันเลวร้ายเกี่ยวกับช่วงเปลี่ยนผ่านซึ่งกองทัพเข้าบริหารประเทศ ซึ่งตอนนั้นแกนนำกลุ่มตรงข้ามกับรัฐบาลในขณะนี้ก็เคยวิจารณ์สภากองกำลัง ว่ารวบอำนาจไว้ในมือและละเมิดสิทธิมนุษยชน
นายมุสตาฟา คาเมล เอล-เซเอ็ด นักรัฐศาสตร์ กล่าวว่า กองทัพต้องการให้ประเทศผ่านพ้นสถานการณ์ยากลำบากและไม่ต้องการให้เกิดสงครามกลางเมือง แต่กองทัพก็ไม่ต้องการเข้าบริหารประเทศโดยตรง


