ผู้ประท้วงกว่า 200,000 คนออกมาชุมนุมทั่วบราซิลช่วงต้นสัปดาห์ เพื่อเรียกร้องให้ปรับปรุงในด้านต่างๆ ตั้งแต่สกัดสินค้าราคาพุ่ง-ปราบคอร์รัปชัน
สิ่งหนึ่งที่สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนจากการประท้วงครั้งนี้ คือคนบราซิลเลิกฟังวาทะสวยหรูที่บรรดานักการเมืองในประเทศใหญ่ที่สุดแห่งละตินอเมริกาแห่งนี้ พร่ำพูดมาหลายปี
เมื่อไม่นานมานี้ บราซิลเป็นหนึ่งในประเทศที่น่าอิจฉามากที่สุดในโลก หลังจากการส่งออกเฟื่องฟู ความต้องการในประเทศมีมากขึ้น ประกอบกับการมีสวัสดิการสังคมที่ดี ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวสูงกว่า 4% ในแต่ละปี และดันชาวบราซิลกว่า 30 ล้านชีวิตขึ้นจากความยากจน
แต่ความแตกต่างทางเศรษฐกิจที่มีอยู่มาก ทำให้ความมั่งคั่งกระจายไปไม่ทั่วถึง ยิ่งเมื่อผสานกับในระยะหลังที่เศรษฐกิจเริ่มซบเซา เงินเฟ้อสูงขึ้น และบริการสาธารณะคุณภาพไม่ดี ทำให้ภาพอันสวยหรูเริ่มเลือนหาย
คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเขียนว่า "ความฝันที่ว่าประเทศเป็นดั่งสวรรค์ เลือนหายไปแล้ว"
การประท้วงครั้งนี้ของชาวบราซิลไม่มีพรรคการเมืองใดตกเป็นเป้าหมายโดยตรง โดยชนวนของการประท้วงมาจากการขึ้นค่าโดยสารรถประจำทางแล้วก็บานปลายไปรวมถึงเรื่องอื่นๆ
กระนั้น การชุมนุมครั้งใหญ่ในบราซิลก็เป็นสิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึงว่าจะเกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะบราซิลไม่เคยเกิดเหตุวุ่นวายครั้งใหญ่ขนาดนี้มาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 90 ซึ่งครั้งนั้นปัญหาเศรษฐกิจและเรื่องอื้อฉาวคอร์รัปชัน ทำให้ประธานาธิบดีหลุดจากอำนาจ
คนุร่นที่เป็นแกนนำการประท้วงครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นนักเคลื่อนไหวหน้าใหม่ที่ระดมการสนับสนุนผ่านสื่อสังคมออนไลน์
การชุมนุมมีขึ้นท่ามกลางอัตราว่างงานที่ยังอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และบราซิลกำลังจะเป็นเจ้าภาพหลายเหตุการณ์ในช่วงหลายปีข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันบอลโลกปีหน้า กีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนปี 2559 และการเยือนบราซิลของสมเด็จพระสันตปาปาฟรานซิส
การใช้งบกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์สร้างสนามกีฬารับบอลโลก เป็นเหตุผลอย่างดีประการหนึ่งให้ผู้ประท้วงวิจารณ์ว่าทางการไม่ลงทุนสร้างถนน คลินิค และดูแลด้านความปลอดภัย อันเป็นสิ่งที่น่าวิตกมากขึ้นเพราะอาชญากรรมรุนแรงทะยานขึ้นในหลายเมือง
ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีดิลมา รุสเซฟฟ์ ประนามเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศ ว่าเป็นการก่อการร้าย แต่ล่าสุดเธอกลับชมเชยผู้ประท้วงว่าชุมนุมกันอย่างสันติและรับปากว่าจะฟังเสียงเรียกร้องของผู้ประท้วง พร้อมเสริมว่าความสำเร็จของบราซิลช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ได้สร้างพลเมืองที่มีความต้องการในด้านต่างๆ มากขึ้น ซึ่งชาวบราซิลก็สมควรได้รับสิ่งที่เรียกร้อง
ประธานาธิบดีรุสเซฟฟ์ยอมรับถึงความจำเป็นในการมีโรงพยาบาล โรงเรียน และระบบขนส่งที่ดีขึ้น รวมถึงเสียงเรียกร้องอื่นๆ ของผู้ประท้วง แต่การทำตามเสียงเรียกร้องอาจเป็นสิ่งลำบาก เพราะเศรษฐกิจของประเทศกำลังเผชิญภาวะไม่แน่นอน โดยเมื่อปีที่แล้วบราซิลขยายตัวไม่ถึง 1% และดูเหมือนปีนี้จะมีการเติบโตที่น่าผิดหวังอีก หลังจากเคยขยายตัวสูงถึง 7.5% เมื่อปี 2553 ด้านนักลงทุนต่างชาติก็หมดความอดทนมากขึ้นกับนโยบายที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นความพยายามบริหารเศรษฐกิจมากกว่าแก้ปัญหาเรื้อรังต่างๆ รวมถึงอัตราภาษีที่สูง โครงสร้างพื้นฐานที่ย่ำแย่ กฎระเบียบที่ยุ่งยาก และความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ


