ผลสำรวจชี้เศรษฐกิจพม่ามีศักยภาพที่จะขยายตัวถึง 4 เท่า ทำให้เศรษฐกิจมีมูลค่าเกิน 200,000 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2573
แมคคินซีย์ โกลบอล อินสติติวท์ บริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการอิสระ เผยผลศึกษาเรื่องเศรษฐกิจพม่าฉบับล่าสุด ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจของพม่าอาจมีมูลค่าพุ่งขึ้นไปถึง 253,000 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2573 หากรัฐบาลเลือกทิศทางด้านเมือง และเศรษฐกิจได้ถูกต้อง
แมคคินซีย์ โกลบอล ระบุว่า หลังจากหลุดพ้นจากภาวะชะงักงันด้านเศรษฐกิจมานานหลายสิบปี พม่า หนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดของโลก อาจมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า ภายในเวลา 20 ปี แต่ขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงสูงที่จะไม่เป็นไปตามคาดการณ์ได้
รายงานอ้างถึงทรัพย์สินทางด้านทรัพยากรธรรมชาติสำคัญๆ ที่พม่ามีอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ อัญมณี และแร่ธาตุ นอกเหนือจากจำนวนแรงงานขนาดใหญ่ที่มีอยู่ ซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยที่สามารถหนุนให้ขนาดเศรษฐกิจขยายตัวขึ้นถึง 4 เท่า จากมูลค่า 45,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2553 ไปอยู่ในระดับที่มากกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2573 โดยที่ 4 ภาคอุตสาหกรรม คือ พลังงานและเหมืองแร่ เกษตรกรรม การผลิต และโครงสร้างพื้นฐาน จะคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 85% ของเศรษฐกิจประเทศ
แมคคินซีย์ โกลบอล มองว่า ภาคการผลิตมีความสำคัญกับเศรษฐกิจพม่ามากที่สุด เพราะนำเสนอโอกาสสำหรับนักลงทุน ในการย้ายฐานการผลิตเข้ามาอยู่ในพม่า หลังจากบรรดาประเทศที่เคยมีแรงงานราคาถูก อย่างจีน มีต้นทุนค่าแรงเพิ่มสูงขึ้น
รายงานระบุด้วยว่า หากดำเนินการไปในทิศทางที่ถูกต้อง พม่าสามารถสร้างงานเพิ่มได้ 10 ล้านตำแหน่ง และทำให้ประชากร 18 ล้านคนของประเทศหลุดพ้นจากความยากจน
อย่างไรก็ดี ผลการศึกษาฉบับนี้ แนะนำว่า พม่าควรสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ ไม่ให้กระจุกตัวอยู่เฉพาะด้านทรัพยากรธรรมชาติแต่เพียงอย่างเดียว และว่า แม้การพัฒนาที่ยังอยู่ในระดับต่ำของพม่าจะช่วยดึงดูดการลงทุนเข้ามา แต่ในขณะเดียวพม่าก็ยังมีจุดด้อยอยู่หลายอย่าง รวมถึง ผลผลิตแรงงานที่อยู่ในระดับต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกันถึง 70% และแรงงานส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาในโรงเรียนโดยเฉลี่ยเพียงแค่ 4 ปีเท่านั้น
แมคคินซีย์ประเมินด้วยว่า จีดีพีของพม่า ที่มีอัตราการขยายตัวโดยเฉลี่ย 4.7% ต่อปี ระหว่างปี 2533 - 2553 ซึ่งเป็นอัตราที่ล้าหลังชาติเพื่อนบ้านนั้น มีศักยภาพที่จะขยายตัวโดยเฉลี่ยต่อปี ได้ถึงเกือบ 8% ไปจนถึงปี 2573


