เอเชียแห่กู้เงินรับวิกฤติ ดันหนี้รัฐ-เอกชนพุ่ง นักเศรษฐศาสตร์เริ่มกังวลหนี้จำนวนมหาศาล อาจจุดชนวนให้เกิดวิกฤติอีกครั้ง
หลังจากที่เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ และกู้เงินมานานหลายปี นับแต่เกิดวิกฤติการเงินในช่วงทศวรรษ 90 ประเทศต่างๆ ในเอเชีย ก็เริ่มกลับมาสร้างหนี้จำนวนมหาศาลอีกครั้ง เพื่อกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
แนวโน้มที่เกิดขึ้นในเอเชีย ซึ่งนับได้ว่าเป็นการถ่วงดุลอย่างแข็งแกร่งกับการเดินหน้าลดปริมาณหนี้อย่างต่อเนื่องทั้งในสหรัฐ และยุโรป ทำให้นักเศรษฐศาสตร์บางรายกังวลมากขึ้นว่า เมื่อถึงที่สุดแล้ว ปริมาณหนี้จำนวนมหาศาลเหล่านี้ อาจจุดชนวนให้เกิดวิกฤติอีกครั้ง หรืออย่างน้อยก็อาจบั่นทอนการเติบโตของบางชาติที่มีอัตราการขยายตัวเร็วสุดในโลก
อย่างไรก็ดี จนถึงขณะนี้ มีนักเศรษฐศาสตร์เพียงไม่กี่รายเท่านั้น ที่เห็นว่า เอเชียใกล้จะเกิดวิกฤติอีก ขณะที่นักสังเกตการณ์จำนวนมาก ที่ยังมองเอเชียในแง่ดี ชี้ว่า เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว จะทำให้เอเชียสามารถจัดการภาระหนี้จำนวนมหาศาลเหล่านี้ได้ ทั้งภาระหนี้ยังแตกต่างจากทศวรรษ 90 เพราะชาติเอเชียส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงที่จะกู้เงินในสกุลเงินตราต่างประเทศ ในความพยายามที่จะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นมา หากสกุลเงินท้องถิ่นมีมูลค่าลดลง
ปัจจุบัน การกู้ยืมทะยานสูงขึ้นทั่วทั้งเอเชีย โดยบริษัทรัฐวิสาหกิจ และส่วนบริหารท้องถิ่นของจีน พากันกู้เงินมากขึ้น เช่นเดียวกับผู้บริโภคที่แห่กู้เงินเพื่อซื้อรถยนต์ในอินโดนีเซีย ซื้อเครื่องซักผ้าในไทย และนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในสิงคโปร์ และฮ่องกง ขณะที่รัฐบาลมาเลเซียก็กู้ยืมเงินมาเพื่อสนับสนุนการก่อสร้างรถไฟใต้ดินสายใหม่ และจ่ายเงินอุดหนุนให้กับประชาชนในประเทศ
สัดส่วนหนี้สาธารณะ และหนี้เอกชน ของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชีย เมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในขณะนี้ พุ่งเกินระดับหนี้ต่อจีดีพีเมื่อปี 2540 ซึ่งเป็นปีเริ่มต้นวิกฤติการเงินเอเชีย ที่ยืดเยื้อต่อมาอีกหลายปี โดยภาระหนี้ส่วนใหญ่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วง 4 ปีล่าสุด
ข้อมูลล่าสุดจากแม็คคินซีย์ โกลบอล อินสติติว หน่วยงานในเครือแม็คคินซีย์ แอนด์ โค บริษัทที่ปรึกษา แสดงให้เห็นว่า โดยภาพรวมแล้ว สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพี พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 155% ในช่วงกลางปี 2555 จากระดับ 133% เมื่อปี 2551
จีน ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นผู้นำในการกู้ยืมจำนวนมหาศาลดังกล่าว โดยนับถึงช่วงกลางปีที่แล้ว จีนมีสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีทะยานขึ้นมาอยู่ที่ 183% จากระดับ 153% เมื่อปี 2551 ขณะนักเศรษฐศาสตร์บางราย รวมถึง นายฉือเว่ย จาง จากโนมูระ โฮลดิ้งส์ อิงค์ ที่บอกว่า สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีของจีน จะเพิ่มสูงขึ้นมากกว่านี้ และเร็วกว่านี้ โดยอาจพุ่งไปอยู่เหนือระดับ 200% หากพิจารณาจากข้อมูลของรัฐบาล ที่มีการรวมปริมาณหนี้ของ "ธนาคารเงา" อาทิเช่น บริษัททรัสต์ ที่มีการปล่อยกู้คู่ขนานไปกับระบบธนาคารแบบดั้งเดิมไว้ด้วย
นอกจากปริมาณหนี้จำนวนมหาศาลแล้ว สิ่งที่บรรดานักเศรษฐศาสตร์ให้ความสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ ความเร็วในการเติบโตของสินเชื่อในเอเชีย
ธนาคาร และตลาดสินเชื่อในเอเชีย มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นมากกว่าช่วงทศวรรษ 90 ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่า การพัฒนาขึ้นเช่นนี้ จะทำให้เศรษฐกิจต่างๆ สามารถรับมือกับระดับหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น โดยไม่ทำให้เกิดผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ และหากพิจารณาในอีกแง่หนึ่งแล้ว จะเห็นว่า หนี้ที่เกิดขึ้น ได้ช่วยให้ประเทศต่างๆ สามารถลงทุนมากขึ้นในโรงงาน ถนน และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ที่สามารถช่วยกระตุ้นการเติบโตได้
นายไอดริส จาลา รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบด้านการเปลี่ยนถ่ายเศรษฐกิจ ของมาเลเซีย ระบุว่า การสร้างหนี้เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ เพราะชาติต่างๆ จำเป็นที่จะต้องทำให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งเศรษฐกิจยิ่งโตมากขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่งรับภาระหนี้ได้มากขึ้นเท่านั้น
อย่างไรก็ดี นายจาลา ยอมรับว่า ปริมาณหนี้ของมาเลเซียเพิ่มสูงขึ้น แต่ยังไม่ถึงระดับที่จะสร้างความกังวลได้เหมือนกับหลายๆ ประเทศ
ทั้งนี้ หลังเกิดวิกฤติการเงินในช่วงปลายทศวรรษ 901 แล้ว ชาติเอเชียกลายเป็นที่รู้จักในฐานะประเทศที่การออมเงินสูง และบริหารจัดการเงินอย่างรอบคอบ ทั้งยังเน้นพึ่งพาการผลิต และส่งออก เพื่อขับเคลื่อนการเติบโต ซึ่งนับถึงปี 2550 หนี้ภาคเอกชนมีอัตราการขยายตัวเกือบอยู่ในระดับเกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ดี วิกฤติการเงินสหรัฐ และวิกฤติยูโรที่เกิดขึ้นล่าสุด ทำให้บรรดาธนาคารกลางในเอเชีย พากันปรับลดดอกเบี้ยตามชาติตะวันตก ทำให้ผู้บริโภค และภาคธุรกิจในเอเชีย ต่างอยากกู้เงินเพิ่มขึ้น และเมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกดีขึ้นแล้ว ธนาคารกลางเอเชียกลับไม่เต็มใจที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเชิงรุก และเศรษฐกิจเอเชียยิ่งได้แรงหนุนจากนักลงทุนต่างชาติที่หอบเงินเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น และพันธบัตร ในช่วงเวลาที่ชาติพัฒนาแล้ว ตกอยู่ในภาวะซบเซา
สถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้การกู้ยืมในเอเชียมีราคาถูกผิดปกติ และประเทศต่างๆ ก็เริ่มใช้ช่องทางนี้มากขึ้น เพื่อหนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ชาติกำลังพัฒนาเอเชีย ที่ไม่รวมประเทศที่มีเศรษฐกิจก้าวหน้า อย่าง ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ มีอัตราการขยายตัวระหว่างปี 2553 - 2555 โดยเฉลี่ยที่ 8.2% ต่อปี เทียบกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วของโลก ที่ในช่วงเวลาดังกล่าว มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงปีละ 1.9% เท่านั้น


