วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หวั่้นประชานิยมมาเลย์ ทำหนี้พุ่ง

ในช่วงใกล้ถึงการเลือกตั้ง ปรากฏว่าบรรดาพรรคการเมืองในมาเลเซียพากันทุ่มเงินให้ประชาชน จนก่อให้เกิดความวิตกเกี่ยวกับหนี้สินของปท.ที่เพิ่มขึ้น

ก่อนถึงวันเลือกตั้งในวันที่ 5 พ.ค. ซึ่งคาดว่าจะเป็นการเลือกตั้งที่สูสีที่สุดนั้น พรรคร่วมรัฐบาลพากันให้ทั้งเงินสด ขึ้นเงินเดือน และแจกจ่ายสิ่งอื่นๆ แก่ข้าราชการ คนยากจน คนชรา เกษตรกร และแม้แต่นักศึกษา ด้านฝ่ายค้าน ซึ่งครองตำแหน่งอยู่ 4 รัฐจากทั้งหมด 13 รัฐก็มีการให้เช่นกัน แต่ในระดับรัฐ ทั้งยังสัญญาจะจัดทำสิ่งต่างๆ ให้หากชนะการเลือกตั้ง

การซื้อใจเริ่มไม่นานนักหลังจากฝ่ายค้านฝากรอยแผลให้รัฐบาลผสมแห่งชาติในการเลือกตั้งปี 2551 ด้วยการชิงที่นั่งมาไดเจำนวนหนึ่ง จากนั้นการซื้อใจก็ขยายวงเรื่อยมา จนนายฟรานซิส โลห์ ประธานกลุ่มสิทธิด้านประชาธิปไตย เอ่ยปากว่าช่วง 5 ปีที่ผ่านมาคนมาเลเซียได้รับลาภลอยมากทีเดียว

เมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลผสมตำหนิการหาเสียงของฝ่ายค้าน ที่สัญญาจะให้โน่นให้นี่ ว่าเป็น "พิมพ์เขียวไปสู่ความล้มละลาย" แต่นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัก กลับเกทับฝ่ายค้านด้วยการสัญญาว่าจะให้นั่นให้นี่รวมเป็นมูลค่ากว่าพันล้านริงกิต จนฝ่ายค้านไม่พอใจ กล่าวหานายกฯว่าลอกเลียนแบบแนวคิดไปใช้

การหาเสียงว่าจะ "ให้" สิ่งต่างๆ มากมายอย่างไม่เคยมีมาก่อน สะท้อนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีเดิมพันสูง เพราะรัฐบาลผสมพยายามอย่างหนักที่จะรักษาอำนาจไว้ ขณะที่ฝ่ายค้านก็ต่อสู้อย่างหนักเพื่อช่วงชิงที่นั่งมาให้ได้มากที่สุด

การหาเสียงเชิงลดแลกแจกแถมทำนองนี้ นำไปสู่คำเตือนว่าเสี่ยงจะบั่นทอนเป้าหมายของมาเลเซียในการขึ้นเป็นประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2563 และถ้าเลวร้ายมากก็อาจนำไปสู่หายนะ เพราะมาเลเซียมีสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีสูงที่สุดในเอเชียอาคเนย์ เป็นรองเพียงสิงคโปร์เท่านั้น

นายวัน ไซฟุล จั่น แห่งกลุ่มคลังสมองไอเดียส์ กล่าวว่านักการเมืองสมัยนี้เอนเอียงไปทางบ่มเพาะเมล็ดพันธ์ของวิกฤติเศรษฐกิจให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานต้องมารับภาระ และหากมาเลเซียเผชิญหายนะทางการเงินในอนาคต นักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจอาจสืบสาวหาต้นตอได้ว่ามาจากการเลือกตั้งทั่วไปนี่เอง

อย่างไรก็ตาม มีนักวิเคราะห์เพียงไม่กี่คนที่มองว่าจะเกิดหายนะ พร้อมชี้ว่าสถานการณ์ในปัจจุบันเป็นสิ่งที่สามารถรับมือได้ หากรัฐบาลยอมตัดสินใจที่ยากลำบากหลังการเลือกตั้ง

กระนั้น บางคนชี้ว่าค่าใช้จ่ายเพื่อการพัฒนา อันเป็นสิ่งจำเป็น อาจลดลงอีก หากนักการเมืองพากันเมินการวางแผนทางเศรษฐกิจ และเน้นให้เงินอุดหนุนประชานิยม อันเป็นสิ่งที่ผู้มีสิทธิออกเสียงจำนวนมากคาดหมายว่าจะได้รับ ที่ผ่านมา การใช้จ่ายเพื่อการพัฒนาลดลงจาก 28% ในงบประมาณปี 2553 เหลือ 20% ปีนี้

นายกุนดี คาห์ยาดี นักเศรษฐศาสตร์แห่งธนาคารโอซีบีซี กล่าวว่ามีความวิตกว่าหากการใช้จ่ายด้านประชานิยมเข้ามาขัดขวางหรือดึงเงินไปจากการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน ก็จะมีผลกระทบระยะยาวต่อเศรษฐกิจ

เมื่อปีที่แล้ว เศรษฐกิจมาเลเซียขยายตัวถึง 5.6% ส่วนหนี้สินเพิ่มขึ้น 2 เท่ามาตั้งแต่ปี 2550 เป็น 53.7% ของจีดีพี อย่างไรก็ตาม นายนาจิบยืนยันว่าตัวเลขหนี้จะไม่สูงเกิน 55% ของจีดีพี

กระนั้น ผู้วิจารณ์ชี้ว่ามีหนี้ที่ซ่อนอยู่อย่างเงินกู้ที่ได้รับการค้ำประกันจากภาครัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 2 เท่าตั้งแต่นายนาจิบขึ้นบริหารประเทศเมื่อปี 2551