การที่มหาวิทยาลัยต่างๆ ในมาเลเซีย มีกฎห้ามการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ได้สร้างความไม่พอใจให้กับนักศึกษาจำนวนหนึ่ง
รวมถึง บูไครี โซฟิอัน ที่เรียกร้องให้คนรุ่นใหม่ ผู้คลั่งไคล้เทคโนโลยีออกมาแสดงจุดยืนของตัวเอง
โซฟิอันวัย 23 ปี เป็นหัวหน้ากลุ่มนักศึกษาที่เคลื่อนไหวเพื่อการแสดงออกอย่างเสรีภาพในสถานศึกษา วางแผนที่จะลงคะแนนให้กลุ่มพรรคฝ่ายค้านในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นวันที่ 5 พฤษภาคมนี้ ที่หลายฝ่ายคาดว่าจะได้ผลคะแนนออกมาสูสีกันมากสุดเท่าที่เคยมีการเลือกตั้งมา
นักศึกษารัฐศาสตร์รายนี้ ระบุว่า วัยรุ่นในทุกวันนี้สามารถค้นหาทุกเรื่องที่อยากรู้ผ่านทางอุปกรณ์มือถือของตัวเอง โดยพวกเขาจำเป็นต้องเปิดหูเปิดตาให้กว้างขวาง เพื่อที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้มาเลเซียดีขึ้นกว่าเดิมได้
คะแนนเสียงจากโซฟิอัน ถือเป็นหนึ่งในชัยชนะเล็กๆ ของฝ่ายค้าน ในการที่จะเอาชนะใจคนหนุ่มสาวในประเทศ ที่กำลังให้ความสนใจอย่างมากแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในการรับฟังความเห็นทางการเมืองในแง่มุมต่างๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต
เยาวชนมาเลเซียไม่ค่อยให้ความสนใจกับเรื่องราวทางการเมืองมากนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศที่ค่อนข้างมั่งคั่ง ประกอบกับวัฒนธรรมเอเชียที่จะให้ความเคารพต่อเจ้าหน้าที่ นอกเหนือไปจากกฎที่ออกมาในช่วงทศวรรษ 70 ที่ห้ามเคลื่อนไหวการเมืองในสถานศึกษา ในความพยายามที่จะบรรเทาความรุนแรง
แต่สำหรับปีนี้ ความสำคัญของคะแนนเสียงเยาวชนเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะจากผู้ที่มีสิทธิ์ใช้เสียงจากจำนวนทั้งหมด 13.3 ล้านคน มีประชากรกว่า 5 ล้านคนที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี คิดเป็นการเติบโตที่เพิ่มขึ้นถึง 31% จากศึกเลือกตั้งเมื่อปี 2551 และมีผู้ใช้คะแนนครั้งแรกกว่า 2 ล้านคน
อิบราฮิม ซุฟเฟียน ผู้อำนวยการบริษัทด้านการวิจัย "เมอร์เดกา เซ็นเตอร์" ระบุว่า คะแนนเสียงจากคนหนุ่มสาวเชื้อสายมาเลย์ ถือว่ามีความสำคัญมาก ซึ่งถ้าเยาวชนออกมาใช้สิทธิของตัวเองเป็นจำนวนมาก ก็จะทำให้คะแนนสนับสนุนของกลุ่มแนวร่วมแห่งชาติ ที่เป็นรัฐบาล มาตั้งแต่มาเลเซียได้รับเอกราชเมื่อปี 2500 และกำลังเผชิญกับการแข่งขันอย่างหนัก จากพรรคฝ่ายค้าน ที่ประกาศจะยุติลัทธิอำนาจนิยม และการคอร์รัปชั่น
อินเทอร์เน็ตถือเป็นสนามแข่งขันสำคัญอย่างหนึ่งในการเลือกตั้งมาเลเซีย ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ระบุถึงการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าเป็น "การเลือกตั้งโซเชียลมีเดีย" ครั้งแรกของมาเลเซีย
มาเลเซียมีผู้ใช้งานเฟซบุ๊คเพิ่มขึ้นมาอย่างมากจากจำนวน 800,000 คน เมื่อครั้งมีการเลือกตั้งในปี 2551 มาอยู่ที่ 13 ล้านคนในขณะนี้ หรือเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรทั่วประเทศทั้งหมด 28 ล้านคน
นอกจากนี้ ยังมีการเกิดขึ้นของเว็บไซต์ข่าวอิสระในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาในฐานะตัวผลักดันวาระทางการเมืองพร้อมรายงานการคอร์รัปชั่นและการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบของกลุ่มแนวร่วมแห่งชาติ
ทางด้านกลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้านสามพรรค ซึ่งถูกกีดกัน ไม่ให้เข้าถึงสื่อแบบดั้งเดิมที่รัฐบาลควบคุมอยู่ ได้เรียนรู้มานานแล้ว ถึงการสื่อสารกับประชาชนผ่านช่องทางออนไลน์ ในประเทศที่สมาร์ทโฟนกลายมาเป็นปัจจัยที่ 5 ในการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนไปแล้ว
กลยุทธ์ฝ่ายค้านหาเสียงบนเว็บอย่างหนัก จนสามารถยึดที่นั่งในสภามาได้ราว 1 ใน 3 ในการเลือกตั้งเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 3 เท่า และดีที่สุดตั้งแต่มีการเลือกตั้ง
นับแต่นั้นเป็นต้นมา พรรคฝ่ายค้านเองได้ใช้สื่ออินเตอร์เน็ตอย่างดุดันมากขึ้น เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้แก่พรรค และรับฟังความเดือดร้อนของนักศึกษาที่ไม่พอใจต่อคุณภาพและค่าใช้จ่ายในการศึกษาพร้อมกับโอกาสในหน้าที่การงาน โดยให้คำมั่นสัญญาว่าจะเปิดเสรีให้แก่สถาบันอุดมศึกษา ยกเลิกหนี้ของนักเรียน และดำเนินนโยบายเรียนฟรีตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาจนถึงมหาวิทยาลัย


