ภาระจากหนี้จำนวนมาก และอนาคตทางเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ทำให้ผู้บริโภคเกาหลีใต้พากันใช้จ่ายน้อยลงอย่างมาก
บั่นทอนความหวังของทางการที่จะให้ผู้บริโภคเหล่านี้ เป็นตัวช่วยฟื้นเศรษฐกิจ ในช่วงเวลาที่ภาคส่งออก ซึ่งเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการขยายตัวดั้งเดิมของประเทศ ซบเซาหนัก
นักเศรษฐศาสตร์บางราย ระบุว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคที่เป็นไปอย่างเฉื่อยชา อาจหมายความว่า ภายในปีนี้ เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายจะต้องเคลื่อนไหวมากขึ้นเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ แม้ว่ารัฐบาลจะเพิ่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 5.3 ล้านล้านวอน และธนาคารกลางปรับลดดอกเบี้ยไป 2 ครั้งเมื่อปีที่แล้ว
นักเศรษฐศาสตร์จากเอสเค ซิเคียวริตีส์ "ยัม ซัง ฮุน" ระบุว่า เป็นเรื่องยากที่จะดูว่าการบริโภคภาคเอกชนพัฒนาขึ้นมาจากปีที่แล้วมากน้อยเท่าใด และเรื่องนี้ก็จะยิ่งเพิ่มความยากลำบากให้กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจด้วย
นักวิเคราะห์คาดการณ์ด้วยว่า ตัวเลขจีดีพี ไตรมาสแรก ที่มีกำหนดเผยแพร่ในวันนี้ จะแสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจเกาหลีใต้ขยายตัวขึ้นพอสมควร แต่โอกาสสำหรับระยะเวลาที่เหลือตลอดทั้งปียังไม่มีความแน่นอนแต่อย่างใด
ช่วงไตรมาสแรก การส่งออกของเกาหลีใต้ขยายตัวเพียง 0.5% จากปีก่อนหน้านี้ ขณะที่ในช่วง 20 วันแรกของเดือนเมษายน ร่วงลงมากกว่า 3% จากปีที่แล้ว ทั้งรายงานผลผลิตอุตสาหกรรมที่ย่ำแย่จากจีน และคำสั่งซื้อสินค้าส่งออกที่ซบเซาเกินคาดในสัปดาห์นี้ของไต้หวัน ตอกย้ำให้เห็นถึงความต้องการโลกที่ซบเซา และสะท้อนให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากของผู้ส่งออกรายใหญ่ของเกาหลีใต้ อย่าง ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และฮุนได มอเตอร์ ค่ายรถยนต์แถวหน้าของประเทศ
ภาวะถดถอยของกลุ่มยูโร ประกอบกับการดิ้นรนอย่างหนัก เพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัวทั้งในสหรัฐ และจีน นอกเหนือจากการอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องของเงินเยน ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่สร้างแรงกดดันให้กับผู้บริโภคเกาหลีใต้ ที่จะต้องฉุดให้เศรษฐกิจท้องถิ่นกระเตื้องขึ้น
ผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจ กระทรวงกลยุทธ์ และการคลัง "ชอย ซัง ม๊ก" กล่าวว่า ในขณะนี้ จำเป็นต้องทำให้ความต้องการภายในอยู่ในระดับที่ทรงตัวให้ได้ จนกว่าปัจจัยภายนอกจะเริ่มกระเตื้องขึ้น
อย่างไรก็ดี ข้อมูลเศรษฐกิจต่างๆ บ่งชี้ว่า ผู้บริโภคโสมขาวยังยึดมั่นที่จะปิดกระเป๋าตัวเองเอาไว้อย่างแน่นหนาเหมือนเดิม
แม้ในเดือนมีนาคม ยอดขายของห้างสรรพสินค้าท้องถิ่นขยายตัวอย่างแข็งแกร่งที่ 7.5% แต่ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแอที่หลบซ่อนอยู่ โดยดัชนีจัดซื้อเฉลี่ยในเดือนดังกล่าวร่วงลง 2% ลดลงเป็นเดือนที่ 11 ในระยะเวลา 12 เดือน
การปรับลดลงข้างต้นเกิดขึ้นแม้รายได้ครัวเรือนจะขยายตัวแซงหน้าการใช้จ่ายเป็นไตรมาสที่ 7 ติดต่อกัน ต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาส 4 ปีที่แล้ว บ่งชี้ว่า ครัวเรือนต่างๆ พากันออมเงินสดมากขึ้น และจัดการชำระหนี้ ซึ่ง
อาจจะไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจแต่อย่างใด เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่า เกาหลีใต้มีหนี้ครัวเรือนคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 156% ของรายได้มวลรวมประชาชาติเมื่อปี 2554 สูงสุดเป็นอันดับ 6 ของกลุ่มประเทศสมาชิกองค์กรเพื่อความร่วมมือ และการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือโออีซีดี


