ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินแห่งรัสเซีย อาจอยากบอกกับประธานาธิบดีบารัก โอบามาแห่งสหรัฐ ว่า "ผมบอกแล้วไง"
หลังจากตำรวจระบุว่าชาวเชชเนีย 2 คนเป็นผู้ลงมือก่อเหตุระเบิดระหว่างวิ่งมาราธอนในเมืองบอสตัน เพราะปูตินระบุมาตลอดว่าสหรัฐประเมินภัยคุกคามความมั่นคงของกลุ่มติดอาวุธจากบางแคว้นของรัสเซีย ต่ำเกินไป อีกทั้งปูตินยังไม่เคยสนเสียงวิจารณ์จากสหรัฐที่ว่ารัสเซียปราบปรามผู้ก่อไม่สงบ หนักมือเกินไป
นับจากผู้ต้องสงสัยระเบิดบอสตัน 2 คนซึ่งมีเชื้อสายเชชเนีย ได้แก่นายเตมีร์ลัน ซาร์นาเอฟ ถูกวิสามัญ และนายโจคาร์ ซาร์นาเอฟ ถูกจับ ปูตินก็ปิดปากมาตลอด จนกระทั่งในที่สุดได้ออกแถลงการณ์แง่บวกร่วมกับโอบามา ว่าจะร่วมมือกันด้านต่อต้านก่อการร้าย อันเป็นเครื่องสะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายเล็งเห็นโอกาสที่จะปรับปรุงความสัมพันธ์อันลุ่มๆ ดอนๆ มาพักใหญ่
โฆษกของปูตินมีท่าทางดีใจในการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ ด้วยการกล่าวว่าหน่วยข่าวกรองของทั้งสองประเทศจะประสานงานกัน
แม้ไม่ได้ให้ข้อมูล แต่แหล่งข่าวในแวดวงตำรวจเผยว่ารัสเซียเคยขอให้เอฟบีไอตรวจสอบนายเตมีร์ลันมาตั้งแต่ปี 2554 นอกจากนั้น นายเตมีร์ลันยังเดินทางไปรัสเซียเมื่อเดือนม.ค.ปีที่แล้วและพำนักอยู่ถึง 6 เดือน แต่ไม่ชัดเจนว่าไปทำอะไร
การตกลงที่จะร่วมมือกันด้านต่อต้านก่อการร้าย นับเป็นความคืบหน้าครั้งใหญ่ในความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงระหว่างสองประเทศซึ่งเสื่อมทรามลงในระยะหลัง โดยรัสเซียกับสหรัฐมีท่าทีที่แตกต่างกันเรื่องความขัดแย้งในซีเรีย อีกทั้งรัฐบาลสหรัฐยังมองว่ารัสเซียปราบปรามผู้มีความเห็นที่แตกต่าง นับตั้งแต่ปูตินชนะการเลือกตั้งและกลับมาเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 3 เมื่อปีที่แล้ว
ดูเหมือนเหตุวางระเบิดบอสตันทำให้รัสเซียหวังว่าสหรัฐจะมีแนวคิดใหม่เกี่ยวกับกลุ่มหัวรุนแรงในแคว้นทางตอนเหนือ แม้กระทรวงต่างประเทศสหรัฐระบุในรายงานสิทธิมนุษยชนฉบับล่าสุดว่าพื้นที่ดังกล่าว ขาดแคลนการบังคับใช้กฎหมายอย่างมาก
แม้สหรัฐหวังมานานแล้วว่าจะลดอุณหภูมิความตึงเครียดกับรัสเซีย แต่แหล่งข่าวเผยว่าบรรดาผู้กำหนดนโยบายมองว่าเร็วเกินไปที่จะระบุว่าความร่วมมือหลังเหตุระเบิดบอสตัน จะทำให้สหรัฐบรรเทาการวิจารณ์เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในรัสเซียหรือไม่
คนสนิทของโอบามาเชื่อว่าสามารถจัดวางแนวทางร่วมกับรัสเซียในประเด็นด้านความมั่นคงได้ ส่วนความเห็นต่างเรื่องอื่นก็เก็บไว้หารือในเวทีอื่น อันเป็นกรณีคล้ายๆ กับการดำเนินความสัมพันธ์กับจีน ขณะเดียวกับ ทำเนียบขาวก็ตระหนักดีว่าไม่สามารถปล่อยให้รัสเซียรู้สึกแปลกแยกได้ ส่วนหนึ่งเพราะต้องการเสียงของรัสเซียในการยกมือสนับสนุนมติเกี่ยวกับอิหร่านและเกาหลีเหนือในสหประชาชาติ
หากย้อนหลังไปจะพบว่าปูตินขึ้นสู่อำนาจ ส่วนหนึ่งจากการบดขยี้ความพยายามเรียกหาอิสรภาพของชาวเชชเนีย ดังนั้นการวิจารณ์แนวทางของเขาในการรับมือเรื่องนี้ จึงถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
ศาสตราจารย์โรเบิร์ต เลกโวลด์ แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย กล่าวว่าระเบิดบอสตันจะช่วยเพิ่มความร่วมมือระหว่างสหรัฐกับรัสเซีย เพราะทั้งสองฝ่ายจะแบ่งปันข่าวกรองและข้อมูลเกี่ยวกับผู้ต้องสงสัย เขามองว่าท้ายที่สุดแล้วรัสเซียต้องการรักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐให้เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มากที่สุด โดยปูตินต้องการกระชับความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงเพราะต้องการให้แน่ใจว่ากีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2557 ในเมืองโซชิ จะดำเนินไปอย่างเรียบร้อย





