ผลวิจัยชี้ ชาวอินโดนีเซียจำนวนกว่าครึ่งประเทศที่อาศัยอยู่บนเกาะชวาเสี่ยงเจอดินถล่ม เหตุดินเสื่อมสภาพจากการทำเกษตรและภัยธรรมชาติ
นายซูโตโป เปอร์โว นูโกรโฮ เจ้าหน้าที่จากสำนักงานบริการจัดการภัยพิบัติแห่งชาติของอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า ชาวอินโดนีเซียราว 124 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด 240 ล้านคน อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงปานปลาง ถึงเสี่ยงสูงสุด ที่จะเกิดเหตุดินถล่มลงมา
นายนูโกรโฮ ระบุว่า จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น และปริมาณน้ำฝนที่มากขึ้น อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ได้ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดดินถล่มมีเพิ่มมากขึ้น แต่ปัจจัยที่สร้างความเสี่ยงมากสุด คือ ดินเสื่อมสภาพจากการทำการเกษตรรูปแบบต่างๆ
ผลศึกษาที่บีเอ็นพีบี สำนักงานสถิติกลาง และกองทุนประชากร แห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) จัดทำขึ้นเมื่อปีที่แล้ว พบว่า บนเกาะชวามีอัตราสูงมากที่จะเกิดดินถล่มลงมา เพราะมีจำนวนประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น
นอกจากนี้ การที่อุตสาหกรรมต่างๆ พากันแผ้วถางป่าไม้ เพื่อสร้างโรงงาน และปริมาณฝนที่คาดว่าว่าจะมีมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ทำให้มีแนวโน้มที่ในอนาคตจะเกิดเหตุการณ์ดินถล่มมากขึ้น
ทั้งนี้ รายงานข้างต้นชี้ว่า การตัดไม้ทำลายป่า และพื้นดินที่ด้อยคุณภาพลง ซึ่งทำให้รากไม้ยึดเกาะดินได้ไม่แน่นหนานั้น นับเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ดินถล่ม ซึ่งแทบจะกลายเป็นเรื่องปกติในอินโดนีเซียไปแล้ว เพราะทั้งน้ำท่วม และแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทำให้สภาพดินไม่แข็งแรง
ในปีนี้ อินโดนีเซียเกิดเหตุดินถล่มไปแล้วถึง 58 ครั้ง ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต หรือสูญหายทั้งหมด 107 ราย โดยเหตุการณ์ล่าสุดเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา บริเวณชวาตะวันตก ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 12 ราย สูญหายอีก 5 ราย





