วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ภาคธนาคารใหญ่เกินตัว ชนวนวิกฤติไซปรัส

ที่ผ่านมาไม่มีสัญญาณเตือนภัยอย่างเป็นทางการว่าภาคธนาคารที่มีขนาดใหญ่โตเกินไปของไซปรัส จัดเป็นความเสี่ยงสำหรับเศรษฐกิจของประเทศ

จนกระทั่งปีที่แล้วเมื่อสหภาพยุโรป (อียู) จัดทำเครื่องมือเพื่อติดตามความไม่สมดุลทำนองนี้ โดยทรัพย์สินรวมในภาคธนาคารไซปรัส มีขนาดใหญ่กว่าเศรษฐกิจที่มีผลผลิตปีละเกือบ 18,000 ล้านยูโร ถึง 7.5 เท่า

ด้วยเหตุที่ธนาคารไซปรัสขาดทุนอย่างหนักจากการปรับโครงสร้างหนี้ของกรีซเมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลกรุงนิโคเซียจึงต้องการเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ โดยหากได้รับการอนุมัติ ก็จะใช้เงินกู้ส่วนใหญ่ไปเพิ่มทุนภาคธนาคาร แต่เงื่อนไขหนึ่งของเงินช่วยเหลือคือไซปรัสจะต้องลดขนาดของภาคธนาคารลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2561 ให้เข้ากับมาตรฐานของอียูที่ภาคธนาคารมีสัดส่วนประมาณ 3.5 เท่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)

นายวูลฟ์กัง ชาอูเบิล รัฐมนตรีคลังเยอรมนี กล่าวว่าชัดเจนว่าภาคธนาคารไซปรัสมีขนาดใหญ่เกินไปมาก ทำให้การวางเงื่อนไขในการแก้ปัญหาทำได้ยากมาก แต่ก็ต้องหาทางออกให้ได้ เพราะภาคธนาคารไซปรัสก็เหมือนประเทศอื่นที่มีกฎระเบียบเปิดทางให้ขนาดใหญ่โตเกินไป ซึ่งมีส่วนอย่างมากให้เกิดปัญหาตามมา

เมื่อปี 2546 ที่มีการตรวจสอบว่าไซปรัสปฏิบัติได้ตามเกณฑ์ต่างๆ สำหรับการเข้าเป็นสมาชิกภาพอียูหรือไม่นั้น รายงานเกี่ยวกับความพร้อมไม่ได้เอ่ยถึงปัญหาในภาคธนาคาร เพราะไม่ได้เป็นเกณฑ์สำหรับการเข้าเป็นสมาชิก ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ซึ่งประเมินว่าไซปรัสเหมาะสมเข้าร่วมยูโรโซนหรือไม่เมื่อปี 2550 ก็ไม่ได้เอ่ยว่ามีอะไรผิดปกติเกี่ยวกับธนาคารไซปรัสหรือรูปแบบการทำธุรกิจของธนาคารเหล่านี้ ทั้งที่แหล่งที่มาของเงินฝากเกือบครึ่งหนึ่งมาจากคนที่ไม่ได้เป็นพลเมือง

ไซปรัสคงไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีภาคธนาคารโตเกินตัว เพราะในรายงานเมื่อปีที่แล้วซึ่งมีการระบุเป็นครั้งแรกว่าธนาคารไซปรัสอาจคุกคามเสถียรภาพการเงินของประเทศนั้น คณะกรรมาธิการยุโรประบุว่าภาคธนาคารไซปรัสใหญ่เป็นอันดับ 4 ของยูโรโซน รองจากภาคธนาคารของลักเซมเบิร์กที่มีขนาดใหญ่กว่าเศรษฐกิจถึง 24 เท่า ไอร์แลนด์ 8 เท่า และมอลตา 7.8 เท่า

เจ้าหน้าที่ระดับสูงอียูเผยว่าคณะกรรมาธิการยุโรปเคยแจ้งรัฐบาลไซปรัสเมื่อปี 2554 ว่าควรลดขนาดภาคธนาคาร แต่คำแนะนำดังกล่าวถูกเพิกเฉย

เจ้าหน้าที่อียูระบุว่า หากมีคำถามว่านักเศรษฐศาสตร์และผู้กำหนดนโยบาย เล็งเห็นว่าวิกฤติกำลังก่อตัวและได้ลงมือป้องกันหรือไม่ เขาก็พูดเต็มปากว่าไม่ได้ทำอะไรมากนัก แต่หลังจากเกิดวิกฤติ โดยเฉพาะกรณีของไอซ์แลนด์กับไอร์แลนด์ ก็ชัดเจนว่าภาคธนาคารที่ใหญ่โตเกินไปถือเป็นปัญหาร้ายแรงสำหรับประเทศนั้นๆ และสำหรับยูโรโซน

ถ้อยคำอย่างเป็นทางการที่ระบุว่าขนาดและรูปแบบการทำธุรกิจของภาคธนาคารไซปรัส อาจสร้างปัญหา ถูกเอ่ยถึงเป็นครั้งแรกในรายงานของคณะกรรมการชุดหนึ่งเมื่อเดือนพ.ค. ปีที่แล้ว ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อตรวจสอบความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจมหภาค

รายงานระบุว่า แม้ธนาคารต่างๆ ได้รับการสนับสนุนจากฐานเงินฝากที่แข็งแกร่ง ส่วนหนึ่งมาจากต่างประเทศ แต่เงินทุนและสภาพคล่องยังเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักด้านเสถียรภาพการเงิน เพราะเงินทุนค่อนข้างตึงตัวและการพึ่งพาเงินฝากต่างชาติก็ถือเป็นปัจจัยเสี่ยง เพราะเงินฝากต่างชาติมีสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ของเงินฝากทั้งหมด การทบทวนแบบลงลึกครั้งนี้สรุปว่าไซปรัสกำลังเผชิญความไม่สมดุลด้านเศรษฐกิจมหภาคอย่างร้ายแรง และต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน