วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สติกลิตซ์'วิพากษ์นโยบายรัดเข็มขัดยุโรป

"สติกลิตซ์" มองคนยุโรปปฏิเสธนโยบายรัดเข็มขัดเพราะมีความเข้าใจแบบผิดๆ เชื่อต้องใช้เวลาหลายปีในการปรับตัว

โจเซฟ สติกลิทซ์ ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปี 2544 ชี้กลุ่มยูโรโซนจะต้องมีการปฏิรูป ขณะที่ค่าเงินที่อ่อนลง ผลผลิตที่ตกต่ำ และหนี้ที่เพิ่มขึ้นทั่วทั้งทวีป เป็นเหมือนปัญหาที่รอวันปะทุ

สติกลิทซ์ระบุว่าผลการเลือกตั้งอิตาลีน่าจะเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงบรรดาผู้นำประเทศในยุโรป ว่ามาตรการรัดเข็มขัดที่พวกเขานำมาใช้ ถูกปฏิเสธจากประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง โดยมาตรการหรือแผนการต่างๆ ของยุโรปนั้น มักเป็นมาตรการที่คิดคำนวนจากเบื้องบนลงมา และไม่ค่อยเป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตยเท่าไร เหมือนการนำนโยบายต่างๆ มายัดเยียดให้ประชาชน ซึ่งทำให้เกิดความทุกข์กันไปทั่ว และสหภาพยุโรปกำลังอยู่ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำอย่างมาก

ผลผลิตที่ลดลงในอิตาลีตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ถือเป็นความเสียหายในระดับเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงปี 2473-2472 นอกจากนี้อัตราคนว่างงานในกรีซล่าสุดพุ่งสูงเกิน 60% และในสเปนก็อยู่เหนือระดับ 50% แล้ว และ การล่มสลายของทุนมนุษย์ ยังทำให้โครงสร้างทางสังคมยุโรปเริ่มฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และยังทำให้อนาคตแขวนอยู่บนเส้นด้าย

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจกล่าวว่า อิตาลีซึ่งกำลังเป็นเหมือนผู้ป่วยต้องยึดมั่นในแนวทางของตนเองต่อไป ผู้นำทางการเมืองคนที่ชี้นำเป็นอย่างอื่นถูกตราหน้าว่าเป็นพวกประชานิยม ความเป็นจริงก็คือวิธีแก้ปัญหาดังกล่าวไม่ได้ผลและไม่มีทางที่จะได้ผลแน่นอน ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป เพื่อฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้นจากมาตรการรัดเข็มขัด

อย่างไรก็ดี การที่ประชาชนไม่ยอมรับในนโยบายที่รัฐบาลออกมาบังคับใช้นั้น ไม่ได้มีสาเหตุมาจากทั้งเรื่องประชานิยม หรือการมองในมุมแคบๆ แต่เป็นความเข้าใจว่า นโยบายเหล่านี้ชี้นำไปในทางที่ผิดอย่างมาก

ความสามารถและทรัพยากรในทุกวันนี้ของยุโรป ทั้งในเรื่องทุนกายภาพ ทุนบุคคล และทุนธรรมชาติ ล้วนไม่แตกต่างอะไรก่อนที่จะวิกฤติจะเริ่ม แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า ใบสั่งยาที่ออกมาทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรเหล่านี้อย่างไร้ค่า

สติกลิทซ์ ระบุด้วยว่า วิธีแก้วิกฤติของยุโรปแบบง่ายๆ มีบางส่วนที่ผิด สเปนและไอร์แลนด์เคยมีงบเกินดุลและสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีต่ำก่อนที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ถ้าหากกรีซเป็นเพียงปัญหาเดียว ยุโรปก็คงรับมือได้อย่างง่ายดายไปแล้ว

ทางเลือกของนโยบายที่ตกผลึกแล้วอาจจะได้ผล ยุโรปจำเป็นต้องมีสหภาพการคลังที่มีอำนาจมากขึ้น ไม่ใช่เพียงการควบคุมดูแลงบประมาณแห่งชาติแบบรวมศูนย์ โดยบรรดาผู้นำในอียูต่างตระหนักดีว่า หากไม่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ การแบกภาระหนี้จะหนักขึ้นต่อไปเรื่อยๆ และนโยบายรัดเข็มขัดเองก็กลายเป็นกลยุทธที่ขัดขวางการเติบโตนี้

มาตรการรัดเข็มขัดของอียูเป็นแนวคิดทางการเมือง โดยมีการทำให้คนเห็นภาพความเจริญก้าวหน้าและสันติสุข แต่แทนที่มาตรการดังกล่าวจะเพิ่มความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกายในยุโรป กลับกลายเป็นการสร้างความบาดหมางระหว่างประเทศ

ยุโรปจำเป็นต้องมีการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เนื่องจากยังมีการสนับสนุนมาตรการรัดเข็มขัด แต่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างของการจัดการสถาบัน ซึ่งไม่ใช่การปฏิรูปภายในแต่ละประเทศ จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบครั้งใหญ่ ถ้าหากยุโรปไม่เต็มใจที่จะทำการปฏิรูปตัวเอง ก็คงต้องปล่อยให้ค่าเงินยูโรล่มสลายไปเองเพื่อหาทางแก้ทางอื่นต่อไป