ธนาคารกลางจีนดำเนินมาตรการผ่อนคลายแรงกดดันเงินเฟ้อ ด้วยการดึงเงินออกจากตลาดเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน
เมื่อวานนี้ (19 ก.พ.) ธนาคารกลางจีน ได้ดำเนินมาตรการดึงเงินจำนวน 30,000 ล้านหยวน หรือราว 150,000 ล้านบาท ออกจากตลาดอินเตอร์แบงก์ เพื่อลดสภาพคล่อง ซึ่งถือเป็นการปรับตัวไปในทางตรงกันข้ามกับช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ที่ธนาคารกลางจีนมีการอัดฉีดเงินเข้าตลาดอย่างต่อเนื่อง
การดึงเงินสดออกจากตลาดดังกล่าว เกิดขึ้นหลังข้อมูลเมื่อเร็วๆ นี้ บ่งชี้ให้เห็นว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจเริ่มกระเตื้องขึ้น ทั้งราคาบ้าน และอาหาร ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญในดัชนีเงินเฟ้อ ก็ขยับขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย
นายดาริอุซ โควัลซิค นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส จากเครดิต อะกริโคล แสดงความเห็นว่า การดำเนินมาตรการข้างต้นของธนาคารกลางจีน เป็นเหมือนการส่งข้อความออกมาว่า ธนาคารจะไม่ยอมรับในปัจจัยสภาพคล่องที่มาง่ายเกินไป
ในช่วงก่อนจะถึงวันหยุดยาวเนื่องในเทศกาลตรุษจีนนั้น ธนาคารกลางจีนได้อัดฉีดเงินเข้าสู่ตลาดอินเตอร์แบงก์มากเป็นประวัติการณ์ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายสำหรับการซื้อของขวัญ และเดินทาง ทั้งในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกันนั้น นักลงทุนต่างประเทศก็เทเงินเข้าสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ขานรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และคาดการณ์ว่าเงินหยวนจะแข็งค่ามากขึ้น
นายหยาง เว่ยเสี้ยว นักวิเคราะห์อาวุโส เชี่ยวชาญด้านรายได้ที่ให้ผลตอบแทนคงที่ จากบริษัทหลักทรัพย์เหลียนซุน ระบุว่า มีแนวโน้มว่า การที่ธนาคารกลางจีนตัดสินใจดึงเงินสดออกจากตลาดนั้น น่าจะมีสาเหตุมาจากกระแสเงินทุนจำนวนมากขึ้นที่ไหลบ่าเข้ามาในตลาดจีน และความกังวลเกี่ยวกับเรื่องเงินเฟ้อ
ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ ต่างคาดการณ์ว่า ภายในปลายปีนี้ อัตราเงินเฟ้อของจีนจะเริ่มขยับตัวสูงขึ้น จากการที่เศรษฐกิจจีนเริ่มฟื้นตัว และราคาวัตถุดิบในตลาดโลกทรงตัวในระดับสูง โดยในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ดัชนีราคาผู้บริโภคของจีน ขยับขึ้นมา 2% จากระดับเมื่อปีที่แล้ว





