สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญประจำเดือนมกราคม ส่งสัญญาณขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน
เริ่มจาก ฟิลิปปินส์ประกาศตัวเลขเงินเฟ้อประจำเดือนมกราคมปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ยังต่ำกว่ากรอบที่ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ตั้งไว้
ดัชนีเงินเฟ้อประจำเดือนมกราคมของฟิลิปปินส์อยู่ที่ 3.0% สูงสุดในรอบ 3 เดือน และมีอัตราเติบโตเพิ่มจากระดับ 2.9% ในเดือนธันวาคม โดยอัตราเงินเฟ้อหลัก ซึ่งไม่นับราคาอาหารและพลังงานซึ่งมีราคาผันผวน อยู่ที่ 3.6% เทียบกับปีก่อน สูงสุดในรอบสามเดือนเช่นเดียวกัน
นักเศรษฐศาสตร์จากโนมูระมองกว่าเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นผลมาจากการการบังคับใช้กฎหมายภาษีบาป ซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่ธนาคารกลางฟิลิปปินส์มองว่าจะส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อเงินเฟ้อ และจากตัวเลขที่สะท้อนออกมาครั้งนี้อาจทำให้เจ้าหน้าที่แบงก์ชาติฟิลิปปินส์จับตามองการขึ้นภาษีแอลกอออล และบุหรี่มากขึ้น
วันเดียวกันนี้ สิงคโปร์ได้ประกาศตัวเลขดัชนีผู้ผลิต หรือพีเอ็ไอปรับตัวสูงขึ้น 50.2% เทียบกับปีก่อน เรียกว่าสอบผ่านเกณฑ์ 50% ที่เป็นเส้นแบ่งระหว่างเติบโตกับตกต่ำมาอย่างฉิวเฉียด แต่ก็นับเป็นตัวเลขที่ดีดตัวขึ้นหลังจากหดตัวลงตลอด 6 เดือน ส่งสัญยาณเศรษฐกิจสิงคโปร์เริ่มฟื้นตัวตามประเทศเศรษฐกิจใหญ่อย่างสหรัฐ และจีน ซึ่งประกาศตัวเลขดัชนีพีเอ็มไอออกมาเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน โดยดัชนีผู้ผลิตสหรัฐขยายตัวอย่างรวดเร็ว ขณะที่ดัชนีพีเอ็มไอจีนปรับตัวขึ้นระดับปานกลาง
เมื่อแยกมองดูดัชนีพีเอ็มไอภาคอิเล็กทรอนิกส์ของสิงคโปร์พบว่ายังต่ำกว่าเกณฑ์ กล่าวคือขยับมาอยู่ที่ระดับ 49.9% จาก 46.6% เมื่อเดือนธันวาคม ทั้งนี้ เศรษฐกิจสิงคโปรืได้รับผลกระทบหนักจากเศรษฐกิจในยุโรปที่ชะลอตัวลงทำให้ภาคส่งออกของสิงคโปร์ทรุดไปด้วย
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องจับตามองวันนี้อีกตัวคือ ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือจีดีพีปี 2555 ของอินโดนีเซีย ซึ่งเตรียมประกาศวันนี้ และผลสำรวจความเห็นจากนักเศรษฐศาสตร์มองอัตราเติบโตของอินโดนีเซียแข็งแกร่ง และน่าจะยืนอยู่ที่ 6.3% เทียบกับจีดีพีปี 54 ที่ขยายตัว 6.5%
สำนักข่าวรอยเตอร์ได้สำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์ 14 ราย มองว่า ยอดขาดดุลการค้า ซึ่งพื้นฐานมาจากความต้องการในตลาดโลกที่ชะลอตัวทำให้นักลงทุนต่างประเทศเกิดความกังวล และยังส่งผลให้ค่าเงินรูเปียห์ในปี 2555 กลายเป็นสกุลเงินที่อ่อนตัวมากที่สุดในบรรดาสกุลเงินเอเชีย แต่ยังโชคดีที่ภาคส่งออกของประเทศยังแข็งแกร่ง และคิดเป็น 20% ของจีดีพี และที่เหลือ 50% มาจากการบริโภคภายในประเทศ กับอีก 305 มาจากภาคการลงทุน
ส่งออกของอินโดนีเซียปีที่แล้ว ลดลง 6.61% และประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียแห่งนี้ยังพบกับยอดขาดดุลการค้าเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีด้วย
มองกลับไปในปี 2554 ส่งออกอินโดนีเซียโต 29% ทำสถิติสูงเป็นประวัติการณ์ แต่ก็เป็นช่วงก่อนเกิดเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ซึ่งทำให้ราคาถ่านหิน และสินค้าโภคภัณฑ์อื่นที่เป็นสินค้าส่งออกของอินโดนีเซียอ่อนตัวลง





