ตลาดน้ำมันโลกเผชิญภาพสวนทาง เมื่อการส่งออกน้ำมันดิบตะวันออกกลางพุ่งกลับ ‘เหนือระดับก่อนสงคราม’ แตะสูงสุด 22.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซยังระอุ เหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันเกิดขึ้นต่อเนื่องอย่างน้อย 7 ครั้ง
แม้การโจมตีเรือน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง แต่การส่งออกน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง กลับมาฟื้นตัว “เหนือระดับก่อนสงคราม” สะท้อนภาพตลาดพลังงานที่อุปทานเริ่มกลับมา แม้ความเสี่ยงด้านความมั่นคงยังไม่หายไป
ข้อมูลเบื้องต้นจาก Kpler บริษัทติดตามการเดินเรือระบุว่า ในช่วง 7 วันสุดท้ายของเดือนก.ย. การส่งออกน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสูงกว่าระดับก่อนสงครามถึง 4 วัน โดยแตะระดับ 19.5-22.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน เทียบกับค่าเฉลี่ยราว 18 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงเดือนมี.ค. 2568 ถึงก.พ.ปีนี้ ก่อนสงครามสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่านปะทุขึ้น
สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า ณ วันที่ 1 ต.ค. ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 7 วันของการส่งออกน้ำมันดิบ อยู่ที่ 18.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ปริมาณส่งออกน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์น้ำมัน เคมีภัณฑ์ และของเหลวที่ไม่ใช่ก๊าซรวมกัน เฉลี่ยอยู่ที่ 22.4 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วง 7 วันสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.
การขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ผ่านช่องแคบฮอร์มุซก็ฟื้นตัวเช่นกัน โดยจำนวนเรือ LNG ที่ออกจากช่องแคบในเดือนก.ย.เพิ่มขึ้น “แตะระดับสูงสุด” นับตั้งแต่เดือนก.พ.
อย่างไรก็ตาม การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังเผชิญความเสี่ยงสูง โดย Marisks บริษัทข่าวกรองด้านการเดินเรือรายงานเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 7 ครั้งในพื้นที่ดังกล่าว ขณะที่หน่วยงาน United Kingdom Maritime Trade Operations (UKMTO) รายงานเหตุโจมตีอย่างน้อยวันละหนึ่งครั้งในช่องแคบฮอร์มุซหรืออ่าวเอเดนนับตั้งแต่วันที่ 2 ต.ค.
หนึ่งในเหตุการณ์ล่าสุดคือ เรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่ Kazimah III ซึ่งถูกวัตถุไม่ทราบชนิดพุ่งเข้าโจมตีเมื่อวันที่ 1 ต.ค. จนเกิดเพลิงไหม้บนเรือ อย่างไรก็ตาม ลูกเรือทั้งหมดปลอดภัยและได้รับการอพยพแล้ว
Marisks เตือนว่า เรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซกำลังเผชิญ “ภัยคุกคามที่สูงขึ้นและคาดการณ์ได้ยากขึ้น” โดยข้อมูลข่าวกรองชี้ว่า เหตุโจมตีบางส่วนอาจไม่ได้มุ่งเป้าเรือแต่ละลำโดยเฉพาะ แต่อาจเป็นการยิงขีปนาวุธเข้าไปในพื้นที่โจมตีที่กำหนดไว้ หรือ “kill box” ทำให้เรือที่แล่นผ่านพื้นที่ในช่วงเวลาดังกล่าวเสี่ยงถูกโจมตีได้
ก่อนสงครามอิหร่าน ช่องแคบฮอร์มุซรองรับเรือพาณิชย์ขนาดใหญ่เฉลี่ยประมาณ 125 ลำต่อวัน และเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบและ LNG ราว 20% ของอุปทานรายวันทั่วโลก
ด้านราคาน้ำมันปรับตัวลดลง หลังการส่งออกจากตะวันออกกลางฟื้นตัว ประกอบกับกลุ่ม G7 ตกลงระบายน้ำมันดีเซลและน้ำมันดิบรวม 100 ล้านบาร์เรลจากคลังสำรองฉุกเฉิน ช่วยคลายความกังวลด้านอุปทาน
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ลดลง 0.65% สู่ 101.59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ WTI ลดลง 1.03% สู่ 90.12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันเบรนท์ยังยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความเสี่ยงจากสงคราม การโจมตีเรือพาณิชย์ และความเป็นไปได้ที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียจะได้รับความเสียหายเพิ่มเติม ทำให้ตลาดน้ำมันโลกยังต้องเผชิญภาวะ “อุปทานฟื้น แต่ความเสี่ยงไม่ลด” ในระยะข้างหน้า
อ้างอิง: reuters, reuters(2)





