รัสเซียเตือนชาวต่างชาติและเจ้าหน้าที่ทูตให้เร่งอพยพออกจากกรุงเคียฟ ด้านยูเครนประกาศเตรียมยกระดับการตอบโต้ด้วยการถล่มโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซีย
KEY POINTS
- รัสเซียเตือนชาวต่างชาติและเจ้าหน้าที่ทูตให้อพยพออกจากกรุงเคียฟ พร้อมประกาศว่าจะเดินหน้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของยูเครนอย่างเป็นระบบ
- ประธานาธิบดีเซเลนสกีเปิดเผยยุทธวิธีใหม่ของรัสเซียที่มุ่งโจมตีโครงสร้างพื้นฐานอย่างกว้างขวางเพื่อบีบให้ประชาชนต้องอพยพออกจากถิ่นฐาน
- ยูเครนประกาศแผนตอบโต้ด้วยการยกระดับการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซียเพื่อตัดแหล่งเงินทุนในการทำสงคราม แม้สหรัฐฯ จะคัดค้านเพราะกังวลเรื่องราคาพลังงานโลก
รัสเซียเตือนชาวต่างชาติและเจ้าหน้าที่ทูตให้เร่งอพยพออกจากกรุงเคียฟ พร้อมประกาศเดินหน้าปูพรมโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของยูเครนอย่างเป็นระบบ ด้านประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี เปิดเผยแผนใหม่ของประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ที่มุ่งเป้าโจมตีเมืองต่างๆ เพื่อบีบให้ประชาชนทิ้งถิ่นฐาน พร้อมประกาศกร้าวเตรียมยกระดับการตอบโต้ด้วยการถล่มโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซียเพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงสงคราม แม้สหรัฐจะพยายามเบรกเพื่อสกัดราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูงขึ้นก็ตาม
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียออกแถลงการณ์เตือนชาวต่างชาติและเจ้าหน้าที่ทางการทูตให้หลีกเลี่ยงการพำนักหรือเดินทางเข้าสู่ยูเครน โดยระบุว่ากองทัพรัสเซียจะเดินหน้าปูพรมโจมตีเป้าหมายทางทหารและโครงสร้างพื้นฐานในกรุงเคียฟและเมืองอื่นๆ อย่างเป็นระบบ เพื่อตอบโต้สิ่งที่รัสเซียอ้างว่าเป็นการก่อการร้ายจากฝ่ายยูเครน พร้อมย้ำว่าผู้ที่เพิกเฉยต่อคำเตือนจะต้องรับผลกระทบที่ตามมาด้วยตนเอง ล่าสุดรัสเซียได้ยกระดับการโจมตีทางอากาศทำลายสะพานข้ามแม่น้ำดนิโปรซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวเมืองกว่า 3 ล้านคนก่อนที่จะเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว
ประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน เปิดเผยในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Reuters ด้วยว่า หน่วยข่าวกรองยูเครนค้นพบเอกสารที่ระบุถึง "หลักการใหม่" (New doctrine) ของประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ซึ่งมุ่งให้กองทัพรัสเซียขยายขอบเขตการโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ ถนน โรงเรียน และโรงพยาบาล เพื่อกดดันให้ประชาชนต้องทิ้งถิ่นฐาน โดยเซเลนสกีชี้ว่าการเปลี่ยนยุทธวิธีนี้เกิดจากความต้องการแสดงความแข็งแกร่งของผู้นำรัสเซีย ในขณะที่กองทัพกำลังสูญเสียพื้นที่และกำลังพลจำนวนมากในสมรภูมิแนวหน้า
เซเลนสกีประกาศว่ายูเครนจะยกระดับการโจมตีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์เพื่อตอบโต้กลยุทธ์ดังกล่าว โดยเฉพาะโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซีย ซึ่งเป็นท่อน้ำเลี้ยงหลักในการหาเงินมาทำสงคราม แต่ยืนยันว่าจะไม่พุ่งเป้าทำร้ายพลเรือน
ท่าทีนี้สวนทางกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่ก่อนหน้านี้ได้เรียกร้องให้ยูเครนระงับการโจมตีแหล่งน้ำมันรัสเซีย เนื่องจากกังวลว่าจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลทั่วโลกพุ่งทะยานขึ้น
ในสมรภูมิสู้รบ เซเลนสกีเผยว่าปฏิบัติการโต้กลับของยูเครนภายใต้รหัส "วิวาลดี" (Vivaldi) ประสบความสำเร็จในการยึดคืนพื้นที่ราว 140 ตารางกิโลเมตรในภูมิภาคดอนบาสทางตะวันออก ขณะที่รัฐบาลสหรัฐกำลังพยายามรื้อฟื้นการเจรจาสันติภาพ โดยได้เชิญปูตินเข้าร่วมการประชุมสุดยอด G20 ที่เมืองไมอามีในเดือนธันวาคมนี้ ประธานาธิบดียูเครนระบุว่ายินดีที่จะพบปูตินเพื่อเจรจา แต่ได้กล่าวเตือนสหรัฐว่าอย่าหลงเชื่อภาพลวงตาว่ารัสเซียจะยอมยุติสงครามง่ายๆ พร้อมย้ำว่าชาติตะวันตกไม่ควรเร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจหรือการทูตกับรัสเซีย จนกว่ารัสเซียจะยุติการเป็นปรปักษ์อย่างแท้จริง
ด้านการรับมือภัยคุกคามทางการทหาร ยูเครนประเมินว่ารัสเซียได้สะสมขีปนาวุธทิ้งตัวไว้หลายร้อยลูกเพื่อเตรียมถล่มระบบไฟฟ้าและน้ำประปาในช่วงฤดูหนาว นอกจากนี้ รัสเซียยังระดมส่งโดรนชาเฮดพลังงานไอพ่นโจมตียูเครนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ยูเครนต้องพึ่งพาเครื่องบินรบ F-16 และ MiG ในการสกัดกั้นจนทำลายโดรนได้ราว 60% แต่ขณะนี้กำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนกระสุนขนาด 20 มม. อย่างหนัก
ยูเครนจึงต้องเร่งยกระดับขีดความสามารถด้านการรบกวนสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ และเตรียมรับมอบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานขนาดเล็กในปลายเดือนตุลาคม ควบคู่ไปกับการพัฒนาโดรนสกัดกั้นรุ่นใหม่ 5 รุ่น ซึ่งเบื้องต้นมีอัตราความสำเร็จในการทดสอบที่ 30% นอกจากนี้ ยูเครนเพิ่งนำขีปนาวุธทิ้งตัวที่ผลิตเองรุ่น FP-7 ระยะทำการ 250 กม. มาใช้จริงในสมรภูมิเป็นครั้งแรก โดยเซเลนสกีกำลังเร่งรัดให้บริษัทผู้ผลิตส่งมอบรุ่น FP-9 ซึ่งมีระยะยิงไกลถึงกรุงมอสโกให้ทันภายในฤดูใบไม้ร่วงนี้
นอกจากนี้ ภายหลังหารือกับเจ้าหน้าที่ยุโรปที่กรุงบรัสเซลส์ ยูเครนยังประสบความสำเร็จในการปลดล็อกเงินทุนเพื่อสั่งซื้อโดรนที่จำเป็นสำหรับการสู้รบในช่วงต้นปี 2027 อุดช่องโหว่งบประมาณกลาโหมของกรุงเคียฟมูลค่า 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์ของปีนี้ โดยใช้การบูรณาการงบประมาณใหม่ ความช่วยเหลือทวิภาคี และการดึงสินเชื่อทางการเงินจากวงเงินกู้ยืม 9 หมื่นล้านยูโรของสหภาพยุโรปในสัดส่วนของปีหน้ามาใช้





