“ยามิ ไบโตะ” ภัยมืดใน “ญี่ปุ่น” ใช้โซเชียลมีเดียหลอกล่อคนตกงานด้วยงานเงินสูง แต่กลับใช้ข้อมูลส่วนตัวข่มขู่บังคับให้เป็นเครื่องมือทำผิดกฎหมาย โดยเยาวชนและคนระดับล่างมักตกเป็นเหยื่อและรับความเสี่ยงถูกจับกุมสูงสุด ขณะที่ภาครัฐเร่งปราบปรามและเตือนให้ระวังงานออนไลน์ที่ได้เงินดีเกินจริง
KEY POINTS
- “ยามิ ไบโตะ” คืองานพาร์ทไทม์ผิดกฎหมายในญี่ปุ่นที่เครือข่ายอาชญากรรมประกาศรับสมัครผ่านโซเชียลมีเดีย โดยใช้ค่าจ้างสูงล่อลวงให้วัยรุ่นเข้าสู่วงจรอาชญากรรม
- กลุ่มมิจฉาชีพจะหลอกเก็บข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลครอบครัวของผู้สมัคร เพื่อใช้เป็นเครื่องมือข่มขู่และบังคับให้ไปก่อเหตุ เช่น ปล้นทรัพย์ หรือเป็นคนรับ-กดเงินในแก๊งฉ้อโกง
- ผู้ที่ถูกหลอกให้ทำงานระดับล่างมีความเสี่ยงถูกจับกุมสูงที่สุด ในขณะที่ผู้บงการมักเป็นกลุ่มอาชญากรรมนิรนามยุคใหม่ที่เรียกว่า "โทคุริว" (Tokuryu) ซึ่งยากต่อการติดตามจับกุม
เดือนพฤษภาคม ปี 2023 เกิดเหตุชายสวมหน้ากาก 3 คนบุกเข้าทุบตู้กระจกปล้นร้านนาฬิกาหรูกลางย่านกินซ่า ในกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น กวาดนาฬิกาโรเล็กซ์มูลค่ากว่าล้านดอลลาร์ใส่กระเป๋าเป้ก่อนหลบหนีไปด้วยรถยนต์ แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ก่อเหตุ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่น โดยหนึ่งในแก๊งโจรยอมรับว่า ถูกจ้างมาให้ก่อเหตุผ่านโพสต์รับสมัครงานพาร์ทไทม์ในอินเทอร์เน็ต หรือที่เรียกว่า “ยามิ ไบโตะ” (闇バイト - Yami Baito)
ยามิ ไบโตะ หรือ “งานพาร์ทไทม์สีดำ” หมายถึงการจ้างงานจากเครือข่ายอาชญากรรมผ่านอินเทอร์เน็ต โดยใช้รูปแบบการจ้างงานพาร์ทไทม์บังหน้า และจูงใจด้วยค่าตอบแทนสูง เพื่อหลอกล่อให้กลุ่มวัยรุ่นมาสมัคร ซึ่งเป็นคำศัพท์ในวงการตำรวจและสื่อมวลชนญี่ปุ่น ประกอบมาจากคำว่า “ไบโตะ” (Baito) เป็นคำย่อที่ภาษาญี่ปุ่นหยิบยืมมาจากคำว่า Arbeit ในภาษาเยอรมัน ซึ่งหมายถึงการทำงานพาร์ทไทม์ทั่วไปที่ถูกกฎหมายและได้รับความนิยมในกลุ่มนักเรียนนักศึกษา ทว่าเมื่อนำอักษรคันจิที่มีคำว่า “ยามิ” (Yami) ซึ่งแปลว่า “ความมืด”
งานประเภทนี้ แพร่ระบาดในญี่ปุ่นตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2020 เมื่อขบวนการอาชญากรรมเริ่มเปลี่ยนรูปแบบ พร้อมเปลี่ยนมาใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางการหาคนเข้าร่วมเครือข่าย โดยโพสต์งานพร้อมใช้แฮชแท็กจูงใจและคำค้นหายอดนิยมอย่าง “ฟุคุเกียว” (Fukugyou) ที่แปลว่างานเสริม หรือ “โคบากะไบโตะ” (Kobakabaito) ซึ่งหมายถึงงานพาร์ทไทม์รายได้สูง เพื่อดึงดูดกลุ่มคนหนุ่มสาวที่กำลังต้องการเงินด่วน ผ่านแพลตฟอร์มยอดนิยม เช่น X, Instagram, Facebook และ LINE
ขั้นตอนการสมัครงานเหล่านี้ แทบไม่แตกต่างจากการสมัครงานทั่วไป เพราะมีการสัมภาษณ์งานผ่าน Zoom และมักจะขอให้ผู้สมัครส่งภาพถ่ายใบหน้าคู่กับบัตรประจำตัวประชาชน ใบอนุญาตขับขี่ หรือแม้กระทั่งบัตรมายนัมเบอร์ รวมถึงข้อมูลติดต่อฉุกเฉินของพ่อแม่และสมาชิกในครอบครัว โดยอ้างว่าใช้เพื่อตรวจสอบประวัติการจ้างงานทั่วไป ยิ่งเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือ จนเหยื่อจำนวนมากหลงกล
ทว่าเมื่อผู้สมัครก้าวเข้าสู่กระบวนการแล้ว ข้อมูลส่วนตัวทั้งหมดจะถูกกลุ่มมิจฉาใช้นำมาใช้เป็นเครื่องมือข่มขู่ บังคับไม่ให้เหยื่อปฏิเสธงานหรือถอนตัว เนื่องจากเกรงว่าตนเองและครอบครัวจะได้รับอันตราย
เรื่องเล่าจากคนในวงการ
“ฮิโรชิ” เป็นหนึ่งในเหยื่อและต้องติดคุกจากขบวนการยามิ ไบโตะ ในปี 2020 ฮิโรชิเผชิญกับภาวะซึมเศร้าอย่างรุนแรงและตัดสินใจลาออกจากงานประจำในช่วงที่เกิดวิกฤติการแพร่ระบาดโควิด-19 เมื่ออาการป่วยเริ่มดีขึ้น เขาพยายามดิ้นรนหางานทำในโลกออนไลน์เพื่อความอยู่รอด แต่ประวัติการป่วยซึมเศร้าทำให้ทางเลือกในการสมัครงานของเขาถูกจำกัดลงอย่างมาก จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาไปพบโพสต์สมัครงานบน X ที่ระบุสั้น ๆ ว่าเป็น “งานใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต” โดยเสนอรายได้สูงถึงวันละ 30,000 เยน (กว่า 6,300 บาท) ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่สูงมากสำหรับเขาในเวลานั้น
ฮิโรชิตัดสินใจติดต่อผ่านช่องทางกล่องข้อความส่วนตัวของเอ็กซ์ ก่อนที่ผู้รับสมัครจะสั่งให้เปลี่ยนไปใช้ Telegram แอปพลิเคชันที่มีความปลอดภัยสูง และขอหลักฐานบัตรประชาชนและข้อมูลติดต่อพ่อแม่ของเขา
งานแรกของฮิโรชิคือการไปพิมพ์เอกสารที่ร้านสะดวกซื้อแถวบ้าน ซึ่งงานดูเรียบง่ายจนกระทั่งเอกสารที่พิมพ์ออกมาคือ “บัตรประจำตัวตำรวจปลอม” ที่มีภาพใบหน้าของเขาเองติดอยู่ เขารู้ทันทีว่านี่คือเรื่องผิดกฎหมาย ฮิโรชิจึงโทรศัพท์ปฏิเสธทันที แต่กลุ่มมิจฉาชีพกลับเปลี่ยนท่าทีและข่มขู่เขาทันทีว่าพวกเขารู้ที่อยู่บ้าน และจะเผาบ้านของเขา โยนเขาลงทะเล หรือทำร้ายพ่อแม่ของเขาหากคิดจะเบี้ยวงาน
ความกลัวว่าคนในครอบครัวจะเป็นอันตราย ทำให้ฮิโรชิต้องจำยอมทำตาม โดยเขาต้องสวมรอยเป็นตำรวจ ซึ่งต้องใส่หูฟังเพื่อรับคำสั่งและบังคับควบคุมเขาทุกฝีก้าว และเดินทางไปยังฮอกไกโด เพื่อไปที่บ้านของหญิงชราคนหนึ่ง เพื่อหลอกเปลี่ยนซองใส่บัตรเอทีเอ็มตัวจริงกับบัตรปลอม หลังจากสลับบัตรสำเร็จ เขาได้ตรงไปยังตู้เอทีเอ็มเพื่อถอนเงินจนหมดบัญชี ก่อนจะบินกลับมายังโตเกียวเพื่อส่งมอบเงินสดทั้งหมดให้กับเครือข่ายมิจฉาชีพ
หน้าที่ที่ฮิโรชิได้รับในวงการนี้เรียกว่า “อูเคโกะ” (Ukeko) หรือผู้ทำหน้าที่รับเงินจากเหยื่อ และ “ดาชิโกะ” (Dashiko) หรือคนกดเงินจากตู้เอทีเอ็ม ถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ระดับล่างเหล่านี้ ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม
รายงานสถิติ จากกองปราบปรามอาชญากรรมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติญี่ปุ่นระบุว่า ในบรรดาผู้ที่ถูกจับกุมทั้งหมดจากคดีฉ้อโกงพิเศษ กลุ่มผู้ทำหน้าที่รับเงินและกดเงินระดับล่างคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 75.6% ของคดีทั้งหมด ในขณะที่มีตัวการใหญ่ระดับแกนนำหรือผู้บงการเพียง 2% เท่านั้น ที่ถูกจับกุมมาดำเนินคดีได้สำเร็จ
ขณะที่ “ฟุไนมุมุ” ผู้ซึ่งเคยเป็นลูกกระจ๊อกในแก๊ง ก่อนที่จะไต่เต้าขึ้นมาเป็นหัวหน้าขบวน เขาเล่าว่า ในช่วงพีค ๆ เขาทำรายได้สูงถึง 20 ล้านเยน หรือราว 4 ล้านบาท ก่อนที่จะถูกจับกุมในปี 2015 พร้อมระบุว่า กลุ่มองค์กรไม่มีความเห็นใจหรือเห็นลูกน้องระดับล่างเป็นมนุษย์แต่อย่างใด
“เมื่อเราคัดเลือกคนที่เราไม่รู้จักเข้ามาทำงาน เราจะโยนงานที่เสี่ยงที่สุดและเป็นอันตรายที่สุดให้พวกเขาทำ เพราะสำหรับพวกเราแล้ว คนกลุ่มนี้ไม่มีค่าอะไรนอกจากเป็นเพียงของที่ใช้แล้วทิ้ง” ฟุไนมุมุกล่าว
ฟุไนมุมุพ้นโทษมาตั้งแต่ปี 2021 และหันมาทำกิจกรรมช่วยสังคม ให้รู้เท่าทันกลุ่มอาชญากร เพราะทุกวันนี้ยามิ ไบโตะ มีวิวัฒนาการที่แยบยลมากกว่าเดิม ขบวนการมิจฉาชีพจะไม่ประกาศเสนอเงินก้อนโตอย่างโจ่งแจ้งเหมือนในอดีต แต่จะสร้างภาพลักษณ์เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือโครงการที่ผ่านการอนุมัติจากรัฐบาล บางคดีมีการโพสต์งานผ่าน Timee แพลตฟอร์มหางานพาร์ทไทม์ที่ถูกกฎหมายของญี่ปุ่น เพื่อความแนบเนียน
การเปลี่ยนแปลงนี้ สอดคล้องกับพฤติกรรมขององค์กรอาชญากรรมญี่ปุ่นที่เปลี่ยนไป ในอดีต ขบวนการผิดกฎหมายและอาชญากรรมใต้ดินมักจะถูกครอบงำโดยกลุ่มยากูซ่า ที่มีโครงสร้างแบบพีระมิดและการปกครองที่เคร่งครัด แต่ในปัจจุบัน สังคมญี่ปุ่นกำลังเผชิญหน้ากับกลุ่มที่เรียกว่า “โทคุริว” (Tokuryu) หรือกลุ่มอาชญากรรมนิรนามที่มีความยืดหยุ่นและไร้รูปแบบที่ชัดเจน กลุ่มโทคุริวเหล่านี้จะเปลี่ยนขนาดและรูปแบบตามงานอาชญากรรมแต่ละประเภท และบางครั้งก็บงการมาจากต่างประเทศ เช่น กรณี “แก๊งลูฟี่” ที่สั่งการให้ก่ออาชญากรรมในญี่ปุ่น ผ่านการโทรศัพท์จากห้องขังภายในเรือนจำประเทศฟิลิปปินส์
รู้เท่าทันอาชญากร
โนะโบะรุ ฮิโรสึเอะ นักวิจัยประจำศูนย์วิจัยอาชญาวิทยาของมหาวิทยาลัยริวโคคุ ชี้ให้เห็นว่า วัฒนธรรมบนอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียมีส่วนสำคัญในการผลักดันวัยรุ่นญี่ปุ่นเข้าสู่ภัยเงียบนี้ การที่สื่อสังคมออนไลน์มักเชิดชูและนำเสนอชีวิตที่หรูหราสุขสบายของบรรดาอินฟลูเอนเซอร์และยูทูบเบอร์ที่หาเงินได้ง่ายโดยไม่ต้องทำงานหนัก ได้สร้างความเชื่อในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เรียกว่า “วันจัง” (Wanchan) หรือความหวังว่าตนเองจะได้รับโอกาสในการร่ำรวยทางลัดในชั่วข้ามคืน
เช่นเดียวกับ ชินโกะ ชิโอตะ รองศาสตราจารย์ด้านเทคโนโลยีการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชิซูโอกะ ที่ได้พยายามพัฒนาชุดการเรียนรู้และเช็กลิสต์ป้องกันภัยร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดชิซูโอกะ โดยชิโอตะพบว่า เยาวชนที่ใช้ชีวิตบนหน้าจอสมาร์ทโฟนมักขาดความสามารถในการประเมินอันตราย และมักมองว่าการทำงานแปลก ๆ เช่นการส่งพัสดุ เป็นเพียงการช่วยเหลือผู้อื่น
ขณะที่ นากาโน ฮารุโกะ จิตแพทย์ผู้ให้คำปรึกษาแก่เยาวชนในสถานพินิจเด็กและเยาวชนเมืองโอซากา ได้เสนอ “ทฤษฎีการรักษาเยียวยาตนเอง” (Self-medication hypothesis) โดยระบุว่า เยาวชนที่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาความรุนแรงในครอบครัว การถูกทำร้ายร่างกาย หรือการละเลยทางจิตใจจากครอบครัวที่บกพร่อง มักดิ้นรนหาทางออกและหันเหเข้าหาพฤติกรรมผิดกฎหมาย ยาเสพติด หรือกลุ่มเพื่อนเกเรเพื่อเป็นกลไกในการเยียวยาบาดแผลทางจิตใจของตนเองและหาทางรอดชีวิตในสังคมที่บีบคั้น
แม้รัฐบาลญี่ปุ่นจะมีการปรับปรุงกฎหมายเยาวชนในปี 2021 เพื่อให้ศาลสามารถพิจารณาโทษกลุ่มเยาวชนอายุ 18-19 ปีในชั้นศาลอาญาปกติได้เหมือนผู้ใหญ่ แต่ฮิโรสึเอะไม่เห็นด้วยกับมาตรการการลงโทษสถานหนักสำหรับผู้กระทำความผิดครั้งแรก เขาเตือนว่า การสร้างตราบาปดิจิทัล และการทำลายอนาคตของเยาวชน เช่น การไล่ออกจากสถานศึกษา การไล่ออกจากงาน และการปิดบัญชีธนาคารหรือห้ามทำบัตรเครดิต จะเป็นการปิดทางเลือกในการกลับตัวและผลักไสให้เยาวชนเหล่านี้ต้องหันกลับเข้าสู่เครือข่ายอาชญากรรมซ้ำสองเพื่อความอยู่รอด ซึ่งจะยิ่งขยายขนาดของโลกอาชญากรรมใต้ดินให้เติบโตยิ่งขึ้น
เพื่อแก้ปัญหานี้ คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้อนุมัติแผนมาตรการฉุกเฉินในเดือนธันวาคม ปี 2024 โดยกำหนดให้มีการตรวจสอบตัวตนบัญชีออนไลน์ที่เข้มงวดยิ่งขึ้น และประสานงานตรวจสอบการโพสต์หางานที่ผิดกฎหมาย นอกจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติญี่ปุ่นจัดตั้งแนวทางการสืบสวนแบบปลอมตัว โดยการใช้บัตรประชาชนและใบขับขี่ปลอมเพื่อสมัครงานมืดและนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดได้ 5 ราย
อย่างไรก็ดี การปราบปรามด้วยกฎหมายอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ การป้องกันที่ดีที่สุดคือความตระหนักรู้ของประชาชนเอง ดั่งคำเตือนใจของฮิโรชิที่ทิ้งท้ายไว้ว่า “หากคุณพบเห็นโพสต์รับสมัครงานที่เสนอค่าจ้างรายวันสูงเกินจริงอย่างผิดปรกติ นั่นคือหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่างานนั้นผิดกฎหมาย และคุณควรถอยห่างออกมาทันที”
ที่มา: BBC, Japan Times, Nippon, The Asahi Shimbun, Tokyo Weekender





