วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม 2569

Login
Login

จับตา ‘ภาษีสหรัฐ‘ ม.301 ’ไทย’ จะเดินเกมอย่างไรให้เจ็บน้อยที่สุด?

เมื่อมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าชั่วคราว 10% เป็นเวลา 150 วัน ของสหรัฐอเมริกากำลังจะหมดอายุลงในวันที่ 24 ของเดือนก.ค.นี้ “สหรัฐ” จึงต้องงัดกฎหมาย "มาตรา 301" (Section 301) มาใช้เพื่อเป็นเครื่องมือระยะยาวในการเรียกเก็บภาษีคู่ค้า 

ดร. กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์  เผยว่า "ไทย" กำลังเผชิญกับข้อกล่าวหาจากสหรัฐ ถึง 2 คดีใหญ่ ภายใต้มาตรา 301 ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ประเมินสถานการณ์และเตรียมรับมือไว้ เพื่อให้ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทย "เจ็บน้อยที่สุด" 

 

สำหรับ กลไกของมาตรา 301 นี้คือการกล่าวหาประเทศผู้ค้าว่าทำผิดเงื่อนไขบางอย่าง หรืออ้างว่าการค้าขายกับประเทศนั้นๆ สร้างภาระและทำให้สหรัฐเดือดร้อน 

จับตา ‘ภาษีสหรัฐ‘ ม.301  ’ไทย’ จะเดินเกมอย่างไรให้เจ็บน้อยที่สุด?

ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ บรรยายในโครงการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569  

 2 คดีใหญ่ภายใต้มาตรา 301 ที่ไทยถูกเพ่งเล็ง

ข้อกล่าวหาแรกคือ เรื่องการไม่มีกฎหมายป้องกันสินค้าจากแรงงานบังคับ (Forced Labor) สหรัฐกล่าวหาไทยและอีก 60 ประเทศ ว่าไม่มีมาตรการตรวจสอบย้อนกลับหรือกฎหมายป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับจากต่างประเทศ 

แม้ว่าไทยกำลังจะมีร่างกฎหมายเรื่อง HRDD เข้าสู่สภาในปีหน้า แต่เบื้องต้นสหรัฐได้ประกาศข้อเสนอ ที่จะเก็บภาษีไทยและอีกกว่า 45 ประเทศที่อัตรา 12.5%

ในขณะที่อีก 14 ประเทศ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และกัมพูชา ยอมรับเงื่อนไขข้อตกลงที่เรียกว่า AART (Articles of Agreement of Reciprocal Trade)ของสหรัฐแบบ 100% จึงได้รับการลดหย่อนให้เสียภาษีที่ 10%

สำหรับคดีที่ 2 ข้อกล่าวหาเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน โดยคสหรัฐเพ่งเล็ง 16 ประเทศที่ได้ดุลการค้าสูง และกล่าวหาว่ารัฐบาลอุดหนุนการลงทุนจนมีกำลังการผลิตล้นเหลือ ที่อาจส่งออกมาดัมพ์ราคาตลาดในสหรัฐได้ 

สหรัฐ อ้างว่าไทยใช้กำลังการผลิตไม่ถึง 60% โดยพุ่งเป้าไปที่ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก คือ 1. ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ 2. ยางและผลิตภัณฑ์จากยาง 3. เครื่องจักรกล ซึ่งรวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า แอร์ และเซมิคอนดักเตอร์ 

สถานการณ์นี้ทีมงานจากกระทรวงพาณิชย์ได้แก้เกมด้วยการเดินทางไปชี้แจงกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เมื่อช่วงกลางเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อกางข้อมูลยืนยันว่า “ไทยไม่ได้ใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% อย่างที่ถูกกล่าวหา” รวมทั้งอุตสาหกรรมเป้าหมายเหล่านี้มีการใช้กำลังการผลิตส่วนใหญ่เกิน 70% และบางกลุ่มเกือบ 100%

นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อยืนยันว่าไทยไม่ได้มีเม็ดเงินไปอุดหนุนภาคเอกชนอย่างมหาศาล

ผลลัพธ์เบื้องต้นของการชี้แจงคือ สหรัฐตั้งคำถามกลับมายังไทยเพียง 17 คำถาม ซึ่งสามารถตอบได้ครบถ้วนภายใน 2 ชั่วโมง ถือว่าน้อยกว่าเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียที่โดนไป 29 คำถาม เวียดนาม 32 คำถาม และอินโดนีเซียถึง 36 คำถาม 

สำหรับความคืบหน้าของคดีที่ 2 ปัจจุบันทางสหรัฐยังไม่มีการประกาศผลการพิจารณาออกมา แต่คาดว่าจะมีการประกาศในอีกไม่นาน ซึ่งตามขั้นตอนเมื่อมีการประกาศผลรอบแรก จะต้องเว้นระยะเวลา 3-4 สัปดาห์เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็น ก่อนจะทำการประกาศผลการตัดสินในรอบสุดท้าย

บทบังคับที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้คือ ประเทศไทยและอีก 15 ประเทศที่ถูกกล่าวหาจะโดนบทลงโทษด้วยการ "เรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้น" จากตัวเลขภาษีเดิม

กลยุทธ์ ‘เจ็บน้อยที่สุด‘ ยอมเสียเบี้ย เพื่อรักษาขุน

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ “ทำไมไทยถึงไม่ยอมเซ็นรับเงื่อนไข AART แบบ 100% เพื่อให้ได้อัตราภาษี 10% เท่ามาเลเซียหรืออินโดนีเซีย?”

ดร.กิริฎา มองว่า กระทรวงพาณิชย์ ประเมินและชั่งน้ำหนักผลประโยชน์แล้วว่า หากไทยยอมรับเงื่อนไขของสหรัฐทุกอย่าง อาจส่งผลเสียต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภคภายในประเทศในมิติอื่นๆ เช่นการเปลี่ยนแปลงมตรการกีดกันทางการค้า หรือ ถ้าสหรัฐไม่ทำการค้ากับใคร คุณก็ต้องไม่ทำการค้าด้วย

ดังนั้น ไทยจึงเลือกเจรจาใน “จุดที่รับได้” แม้จะทำให้ภาษีที่เราต้องจ่ายสูงกว่าคู่แข่งในภูมิภาคเล็กน้อย ประมาณ 2.5% แต่นี่คือการตัดสินใจแบบ “เสียเบี้ยเพื่อรักษาขุน" เพื่อรักษาผลประโยชน์ภาพรวมของประเทศเอาไว้ 

กระทรวงพาณิชย์ มองว่า หากบทสรุปภาษีรอบนี้ออกมาอยู่ระดับ "กลางๆ" ของอาเซียน ไทยก็ยังคงมีขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐได้อย่างแน่นอน 

ทำไมช่องว่าง 2.5% ถึงไม่น่ากลัว?

ดร.กิริฎา มองว่า ในสมการนี้ ไทยมีเกราะป้องกันและกลยุทธ์ในการ “กระจายความเสี่ยง”

แม้ต้นทุนทางภาษีอาจแพงกว่าคู่แข่ง 2.5% แต่สินค้าไทยมีความโดดเด่นเรื่องคุณภาพ ความเฉพาะตัว และแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ ตัวอย่างเช่น บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (Delta Electronics) ที่ส่งออกไปอเมริกาถึง 50% พบว่า สินค้ามีความเฉพาะเจาะจงสูง ลูกค้าอเมริกันมีความเชื่อใจและไม่ยอมเปลี่ยนซัพพลายเออร์ง่ายๆ

การย้ายฐานผลิตเพื่อหนีส่วนต่างภาษี 2.5% ต้องแลกมากับการเสียเวลาสร้างความสัมพันธ์และความไว้ใจใหม่ ซึ่งมักไม่คุ้มค่าสำหรับผู้ซื้อ 

ถัดมาตอนนี้ไทยเองก็เร่ง “กระจายความเสี่ยง” สู่ตลาดใหม่ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก 

ในอดีต ไทยพึ่งพาตลาดสหรัฐสูงถึงเกือบ 20% ของการส่งออกทั้งหมด ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงหากถูกกีดกันทางการค้า ดังนั้นกลยุทธ์สำคัญ คือการลดการพึ่งพาตลาดเดียว โดยพาณิชย์เองก็เร่งเจรจาขยายตลาดใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น ตะวันออกกลาง แอฟริกา และละตินอเมริกา เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างทางเลือกสำรอง 

สุดท้ายคือการใช้ประโยชน์จาก "ความเป็นกลาง" เพื่อดึงดูดการลงทุน  ในยุคที่โลกแบ่งขั้วอย่างชัดเจน ประเทศไทยวางจุดยืนเป็น "กลาง" อย่างเหมาะสม ทำให้เราสามารถต้อนรับการลงทุนและการค้าขายกับทุกฝ่ายได้ 

จุดแข็งนี้ทำให้ไทยได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตซัพพลายเชนใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจรไฟฟ้า หรือ PCB และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งกำลังหลั่งไหลเข้ามาตั้งฐานในไทย