‘ยูเครน’ เผยส่งโดรนไปถล่ม 'ท่าเรือขนส่งน้ำมัน' ในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กของรัสเซีย เสี่ยงทำให้มอสโกขาดแคลนพลังงาน
ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน กล่าวว่า ท่าเรือขนส่งน้ำมันขนาดใหญ่ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเมืองใหญ่อันดับสองทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซียถูกยูเครนโจมตีเมื่อช่วงคืนที่ผ่านมา
ผู้นำยูเครนอธิบายว่า ท่าเรือขนส่งน้ำมันดังกล่าวเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่รายได้ให้กับรัสเซียในการทำสงคราม และเสริมว่า ฐานทัพเรือที่สำคัญของรัสเซียในภูมิภาคก็ถูกโจมตี ซึ่งก็คือฐานทัพเรือสำคัญของกองเรือบอลติกของรัสเซียในครอนสตาดต์
ประธานาธิบดีเซเลนสกี กล่าวเมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ (4 ก.ค.) ว่า เป้าหมายที่ถูกโจมตีในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและบริเวณโดยรอบอยู่ห่างจากชายแดนยูเครนประมาณ 850 กิโลเมตร (528 ไมล์)
บีบีซี ยังไม่ทราบถึงความเสียหายอย่างชัดเจน แต่คลิปวิดีโอที่ประธานาธิบดียูเครนโพสต์แสดงให้เห็นโดรนบินไปยังเป้าหมาย และจากนั้นเกิดกลุ่มควันดำขนาดใหญ่พวยพุ่งออกมาจากพื้นที่หลังการโจมตี ต่อมาบีบีซีได้ตรวจสอบข้อมูล และพบว่าท่าเรือขนส่งน้ำมันของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กถูกโจมตี
กองทัพยูเครน ระบุว่าท่าเรือดังกล่าวเป็น “หนึ่งในท่าเรือที่ใหญ่ที่สุด” ในรัสเซีย สามารถผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมได้ 12.5 ล้านตันต่อปี
รัสเซียยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะเกี่ยวกับคำกล่าวอ้างของยูเครน
อเล็กซานเดอร์ เบกลอฟ ผู้ว่าการเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเผยว่า เมืองถูกโดรนโจมตีครั้งใหญ่ และท่าขนส่งน้ำมันถูกโจมตีเช่นกัน แต่ยังไม่รายงานยอดผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต
ผู้ว่าการเบกลอฟกล่าวว่า โดรน ของยูเครน 72 ลำถูกยิงตกเหนือเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและบริเวณโดยรอบภูมิภาคเลนินกราด
ทางการรัสเซีย ประกาศเตือนให้ประชาชนในเมืองอยู่แต่ในบ้าน จนกว่าภัยคุกคามจากโดรนจะหมดไป พร้อมแจ้งว่าบริการอินเทอร์เน็ตผ่านมือถืออาจหยุดชะงัก
ทั้งนี้ เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กมีประชากรอาศัยอยู่มากกว่าห้าล้านคน
สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า ไม่นานมานี้ ยูเครนได้ยกระดับความรุนแรงในการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญของรัสเซียด้วยโดรนระยะไกล ส่งผลให้เกิดความขาดแคลนเชื้อเพลิงเป็นวงกว้าง และเคียฟบอกว่ากำลังการผลิตน้ำมันดิบของรัสเซียเกือบ 43% ต้องหยุดชะงักเนื่องจากการโจมตีดังกล่าว แต่คำกล่าวอ้างนี้ยังไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างอิสระ
ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วออกมายอมรับอย่างที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนักว่า เกิดภาวะแคลนเชื้อเพลิงเนื่องจากการโจมตีของยูเครน ได้ลงนามในร่างกฎหมายเมื่อวันเสาร์โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มปริมาณเชื้อเพลิงในตลาดภายในประเทศ


