วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม 2569

Login
Login

ตำรวจจีน ‘พบรถปริศนา’ สงสัยเอี่ยว ‘ชนตึก 108 ชั้น’ กลางกรุงปักกิ่ง ยืนยันนักบินเสียชีวิตแล้ว

ปริศนาเหตุเครื่องบินพุ่งชน ‘ตึกระฟ้าสูงที่สุดกลางกรุงปักกิ่ง’ ยังคงเต็มไปด้วยคำถาม ล่าสุด ตำรวจจีนเข้าตรวจค้นรถยนต์ต้องสงสัยที่สนามบิน พบว่ารถจดทะเบียนในชื่อ ‘หลิว จุ้นฮว๋า’ ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับบุคคลที่ถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์ว่า ‘อาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์’

จากเหตุระทึกขวัญเครื่องบินพุ่งชน Citic Tower ตึกระฟ้า 108 ชั้น กลางกรุงปักกิ่ง ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจจีน เข้าตรวจค้นรถยนต์คันหนึ่งที่สนามบินขนาดเล็ก ในกรุงปักกิ่ง พบข้อมูลจากฐานทะเบียนรถระบุว่า รถคันดังกล่าวจดทะเบียนในชื่อ “หลิว จุ้นฮว๋า” (Liu Junhua) ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับบุคคลที่ถูกพูดถึงบนสื่อสังคมออนไลน์ว่า “อาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว”  

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่า บุคคลหรือรถยนต์คันนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุเครื่องบินชนอาคาร

ทั้งนี้ “หลิว จุ้นฮว๋า” เป็นพนักงานระดับบริหารในบริษัทลูกของธนาคาร China Citic Bank ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของกลุ่มธุรกิจการเงินดังกล่าว ในช่วงบ่ายวันเสาร์นี้ (27 มิ.ย.) Citic Wealth ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Citic ได้ “ออกแถลงการณ์” โดยอ้างถึงความคิดเห็นจากพนักงานที่ชื่อหลิว จุ้นฮว๋าเกี่ยวกับการธนาคาร เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมการบริหารความมั่งคั่ง ช่วงเวลาของการออกแถลงการณ์ดูเหมือนจะชี้ให้เห็นว่า ทางธนาคารกำลังปฏิเสธว่าพนักงานของตนไม่ใช่ผู้ขับเครื่องบินลำดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ ซึ่งอยู่ในพื้นที่รายงานว่า พบชายสวมชุดสีดำภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบ กำลังตรวจค้นรถยนต์อเนกประสงค์ (SUV) สีดำเมื่อช่วงค่ำวันศุกร์ ที่สนามบิน Shifosi ในเขตผิงกู่ ทางตะวันออกของกรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการของโรงเรียนการบิน Eastern Pioneer

เชื่อกันว่า โรงเรียนการบินแห่งนี้เป็นผู้ดำเนินการ เครื่องบินที่พุ่งชนตึก Citic Tower เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. ของวันศุกร์

ตำรวจจีน ‘พบรถปริศนา’ สงสัยเอี่ยว ‘ชนตึก 108 ชั้น’ กลางกรุงปักกิ่ง ยืนยันนักบินเสียชีวิตแล้ว ตำรวจจีน ‘พบรถปริศนา’ สงสัยเอี่ยว ‘ชนตึก 108 ชั้น’ กลางกรุงปักกิ่ง ยืนยันนักบินเสียชีวิตแล้ว

จากการตรวจสอบหมายเลขทะเบียนรถผ่านฐานข้อมูลเอกชนที่เชื่อมโยงกับข้อมูลทะเบียนสาธารณะ พบว่ารถคันดังกล่าวเป็น Buick Enclave CXL จดทะเบียนในชื่อ “หลิว จุ้นฮว๋า” ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับที่กำลังถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์ว่า อาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ โดย Financial Times ระบุว่า ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าทั้งเจ้าของรถหรือรถยนต์คันดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับเหตุเครื่องบินชนอาคาร

ช่วงเช้าวันเสาร์ พื้นที่โดยรอบ Citic Tower ยังคงถูกตำรวจปิดกั้น โดยเจ้าหน้าที่ตรวจค้นกระเป๋าของผู้ที่ต้องการเข้าสู่บริเวณดังกล่าว ขณะที่บนผนังด้านตะวันออกของอาคารสูง 528 เมตร ยังคงมองเห็นร่องรอยความเสียหายจากการชน

เมื่อถูกสอบถามถึงเหตุผลของการปิดถนน เจ้าหน้าที่ตำรวจรายหนึ่งตอบเพียงว่า “ไม่มีเหตุผลพิเศษ เป็นเพียงการควบคุมการจราจร”

เหตุการณ์ครั้งนี้ เกิดขึ้นในย่านการเงินที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงปักกิ่ง ซึ่งอยู่ห่างจาก “จงหนานไห่” อันเปรียบได้กับทำเนียบรัฐบาลจีน ใกล้จัตุรัสเทียนอันเหมิน เพียงไม่กี่กิโลเมตร

ทั้งนี้ เหตุเครื่องบินพุ่งชนในกรุงปักกิ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากจีน มีมาตรการควบคุมการบินที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะในเขตเมืองหลวง ซึ่งมีมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดเพื่อคุ้มครองผู้นำระดับสูงของประเทศ

จนถึงขณะนี้ การพูดคุยเกี่ยวกับเหตุการณ์บนโลกออนไลน์ภายในจีน “ถูกจำกัดอย่างหนัก” โดยผลการค้นหารูปภาพของ Citic Tower แสดงเฉพาะภาพเก่าที่ถ่ายก่อนเกิดเหตุ

ภาพถ่ายและคลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่ง Financial Times ตรวจสอบแล้วว่าเป็นของจริง แสดงให้เห็นเศษซากวัสดุตกลงมาจากตัวอาคาร และซากเครื่องบินที่มีหมายเลขทะเบียน B-12PP

ข้อมูลจาก Flightradar24 ระบุว่า เครื่องบินลำดังกล่าวเป็น Sunward Aurora SA60L เครื่องบินสปอร์ตเครื่องยนต์เดี่ยวแบบสองที่นั่ง ขณะที่ภาพจากฐานข้อมูลทะเบียนอากาศยานยังปรากฏชื่อของโรงเรียนการบิน Eastern Pioneer อยู่บนตัวเครื่องบิน

นอกจากนี้ ในช่วงเย็นวันศุกร์ ยังพบเจ้าหน้าที่ตำรวจและชายสวมชุดสีดำเฝ้าพื้นที่สำนักงานของโรงเรียนการบินแห่งนี้ โดยแหล่งข่าวที่รับทราบเหตุการณ์ยืนยันว่า เครื่องบินที่พุ่งชนตึกระฟ้า Citic Tower เป็นของโรงเรียนการบิน Eastern Pioneer แต่ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ยืนยันนักบินเสียชีวิตแล้ว มีผู้บาดเจ็บ 13 คน

ล่าสุด ทางการจีนยืนยันกับหนังสือพิมพ์เซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์ว่า นักบินของเครื่องบินขนาดเล็กที่พุ่งชนตึกระฟ้าสูงที่สุดในกรุงปักกิ่งเมื่อวันศุกร์ “เสียชีวิตแล้ว”

รัฐบาลเขตเฉาหยางออกแถลงการณ์เมื่อวันเสาร์ระบุว่า ขณะเกิดเหตุ นักบินอยู่เพียงลำพังบนเครื่องบินแบบ 2 ที่นั่งลำดังกล่าว ซึ่งพุ่งชนอาคาร Citic Tower ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวอีก “13 คน”

แถลงการณ์ซึ่งเผยแพร่หลังจากไม่มีการให้ข้อมูลเป็นเวลาหลายชั่วโมงระบุว่า อุบัติเหตุเกิดขึ้นเมื่อเวลา 17.55 น. ของวันศุกร์ และขณะนี้ เจ้าหน้าที่ยังคงอยู่ระหว่างสอบสวนสาเหตุและรายละเอียดของเหตุการณ์

อย่างไรก็ตาม ทางการไม่ได้ระบุชื่ออาคารที่เกิดเหตุ โดยเพียงอธิบายว่าเป็น “ตึกระฟ้าใกล้ถนนวงแหวนสายที่ 3 ฝั่งตะวันออก”

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ต้องอพยพผู้คนออกจากอาคาร และมีเศษซากเครื่องบินกระจัดกระจายทั่วเขตศูนย์กลางธุรกิจของกรุงปักกิ่ง

ข้อมูลจากเว็บไซต์ติดตามการบิน Flightradar24 ระบุว่า เครื่องบินรุ่น Sunward SA60L Aurora หมายเลขทะเบียน B-12PP บินขึ้นจากสนามบินปักกิ่ง Shifosi ในเขตผิงกู่ ชานกรุงปักกิ่ง แต่แทนที่จะบินกลับไปลงจอดที่สนามบินเดิม กลับมุ่งหน้าไปทางตะวันตกเข้าสู่ใจกลางเมือง

สัญญาณทรานสปอนเดอร์ของเครื่องบินถูกปิด หรือหยุดทำงาน ขณะเข้าใกล้ย่านศูนย์กลางธุรกิจ ซึ่งเป็นเขตห้ามบินของกรุงปักกิ่ง

Flightradar24 ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า “ข้อมูล ADS-B ของเที่ยวบินนี้มีเพียงเส้นทางการบินบางส่วน และหยุดบันทึกก่อนเกิดเหตุเครื่องบินตก” โดย ADS-B เป็นระบบที่ใช้ส่งข้อมูลตำแหน่งและสถานะของอากาศยานแบบเรียลไทม์

ภาพที่เผยแพร่ทางออนไลน์แสดงให้เห็นซากเครื่องบินที่มีหมายเลขทะเบียนตรงกับลำดังกล่าว

Flightradar24 ระบุเพิ่มเติมว่า เครื่องบินลำนี้เป็นของบริษัท Dongshi Shuangyue (Beijing) General Aviation ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนการบิน

สำหรับบริษัท Dongshi Shuangyue หรือ “Eastern Pioneer” เป็นบริษัทในเครือของผู้ให้บริการโรงเรียนสอนขับรถรายใหญ่ Dongfang Shishang และมีฐานปฏิบัติการอยู่ที่สนามบินผิงกู่

อย่างไรก็ตาม หญิงคนหนึ่งซึ่งรับสายโทรศัพท์ที่บริษัทเมื่อเช้าวันเสาร์กล่าวกับผู้สื่อข่าวเซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์ว่า นักบินของเครื่องบินลำนี้ไม่ใช่นักเรียนฝึกบิน

"คนนี้ไม่ใช่นักเรียนของเรา และเครื่องบินของเราก็ไม่สามารถบินไกลถึงตัวเมืองปักกิ่งได้" เธอกล่าว ก่อนปฏิเสธที่จะเปิดเผยชื่อและวางสาย

สนามบินดังกล่าวอยู่ห่างจาก Citic Tower ราว 50 กิโลเมตร ขณะที่สัญญาณของเครื่องบินหายไปเมื่ออยู่ห่างจากอาคารประมาณ 6.5 กิโลเมตร

ด้าน Flightradar24 ระบุว่า สัญญาณของเครื่องบินหายไปภายในเขตห้ามบิน ระหว่างถนนวงแหวนสายที่ 4 และสายที่ 5

จนถึงขณะนี้ ทางการจีนไม่ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับตัวตนของนักบิน และโพสต์เกี่ยวกับเหตุการณ์บนสื่อสังคมออนไลน์ของจีนแผ่นดินใหญ่ถูกลบออกอย่างรวดเร็ว

อ้างอิง: ft, scmp