ปริศนาเหตุเครื่องบินพุ่งชน ‘ตึกระฟ้าสูงที่สุดกลางกรุงปักกิ่ง’ ยังคงเต็มไปด้วยคำถาม ล่าสุด ตำรวจจีนเข้าตรวจค้นรถยนต์ต้องสงสัยที่สนามบิน พบว่ารถจดทะเบียนในชื่อ ‘หลิว จุ้นฮว๋า’ ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับบุคคลที่ถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์ว่า ‘อาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์’
จากเหตุระทึกขวัญเครื่องบินพุ่งชน Citic Tower ตึกระฟ้า 108 ชั้น กลางกรุงปักกิ่ง ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจจีน เข้าตรวจค้นรถยนต์คันหนึ่งที่สนามบินขนาดเล็ก ในกรุงปักกิ่ง พบข้อมูลจากฐานทะเบียนรถระบุว่า รถคันดังกล่าวจดทะเบียนในชื่อ “หลิว จุ้นฮว๋า” (Liu Junhua) ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับบุคคลที่ถูกพูดถึงบนสื่อสังคมออนไลน์ว่า “อาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว”
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่า บุคคลหรือรถยนต์คันนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุเครื่องบินชนอาคาร
ทั้งนี้ “หลิว จุ้นฮว๋า” เป็นพนักงานระดับบริหารในบริษัทลูกของธนาคาร China Citic Bank ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของกลุ่มธุรกิจการเงินดังกล่าว ในช่วงบ่ายวันเสาร์นี้ (27 มิ.ย.) Citic Wealth ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Citic ได้ “ออกแถลงการณ์” โดยอ้างถึงความคิดเห็นจากพนักงานที่ชื่อหลิว จุ้นฮว๋าเกี่ยวกับการธนาคาร เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมการบริหารความมั่งคั่ง ช่วงเวลาของการออกแถลงการณ์ดูเหมือนจะชี้ให้เห็นว่า ทางธนาคารกำลังปฏิเสธว่าพนักงานของตนไม่ใช่ผู้ขับเครื่องบินลำดังกล่าว
ผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ ซึ่งอยู่ในพื้นที่รายงานว่า พบชายสวมชุดสีดำภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบ กำลังตรวจค้นรถยนต์อเนกประสงค์ (SUV) สีดำเมื่อช่วงค่ำวันศุกร์ ที่สนามบิน Shifosi ในเขตผิงกู่ ทางตะวันออกของกรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการของโรงเรียนการบิน Eastern Pioneer
เชื่อกันว่า โรงเรียนการบินแห่งนี้เป็นผู้ดำเนินการ เครื่องบินที่พุ่งชนตึก Citic Tower เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. ของวันศุกร์
จากการตรวจสอบหมายเลขทะเบียนรถผ่านฐานข้อมูลเอกชนที่เชื่อมโยงกับข้อมูลทะเบียนสาธารณะ พบว่ารถคันดังกล่าวเป็น Buick Enclave CXL จดทะเบียนในชื่อ “หลิว จุ้นฮว๋า” ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับที่กำลังถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์ว่า อาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ โดย Financial Times ระบุว่า ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าทั้งเจ้าของรถหรือรถยนต์คันดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับเหตุเครื่องบินชนอาคาร
ช่วงเช้าวันเสาร์ พื้นที่โดยรอบ Citic Tower ยังคงถูกตำรวจปิดกั้น โดยเจ้าหน้าที่ตรวจค้นกระเป๋าของผู้ที่ต้องการเข้าสู่บริเวณดังกล่าว ขณะที่บนผนังด้านตะวันออกของอาคารสูง 528 เมตร ยังคงมองเห็นร่องรอยความเสียหายจากการชน
เมื่อถูกสอบถามถึงเหตุผลของการปิดถนน เจ้าหน้าที่ตำรวจรายหนึ่งตอบเพียงว่า “ไม่มีเหตุผลพิเศษ เป็นเพียงการควบคุมการจราจร”
เหตุการณ์ครั้งนี้ เกิดขึ้นในย่านการเงินที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงปักกิ่ง ซึ่งอยู่ห่างจาก “จงหนานไห่” อันเปรียบได้กับทำเนียบรัฐบาลจีน ใกล้จัตุรัสเทียนอันเหมิน เพียงไม่กี่กิโลเมตร
ทั้งนี้ เหตุเครื่องบินพุ่งชนในกรุงปักกิ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากจีน มีมาตรการควบคุมการบินที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะในเขตเมืองหลวง ซึ่งมีมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดเพื่อคุ้มครองผู้นำระดับสูงของประเทศ
จนถึงขณะนี้ การพูดคุยเกี่ยวกับเหตุการณ์บนโลกออนไลน์ภายในจีน “ถูกจำกัดอย่างหนัก” โดยผลการค้นหารูปภาพของ Citic Tower แสดงเฉพาะภาพเก่าที่ถ่ายก่อนเกิดเหตุ
ภาพถ่ายและคลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่ง Financial Times ตรวจสอบแล้วว่าเป็นของจริง แสดงให้เห็นเศษซากวัสดุตกลงมาจากตัวอาคาร และซากเครื่องบินที่มีหมายเลขทะเบียน B-12PP
ข้อมูลจาก Flightradar24 ระบุว่า เครื่องบินลำดังกล่าวเป็น Sunward Aurora SA60L เครื่องบินสปอร์ตเครื่องยนต์เดี่ยวแบบสองที่นั่ง ขณะที่ภาพจากฐานข้อมูลทะเบียนอากาศยานยังปรากฏชื่อของโรงเรียนการบิน Eastern Pioneer อยู่บนตัวเครื่องบิน
นอกจากนี้ ในช่วงเย็นวันศุกร์ ยังพบเจ้าหน้าที่ตำรวจและชายสวมชุดสีดำเฝ้าพื้นที่สำนักงานของโรงเรียนการบินแห่งนี้ โดยแหล่งข่าวที่รับทราบเหตุการณ์ยืนยันว่า เครื่องบินที่พุ่งชนตึกระฟ้า Citic Tower เป็นของโรงเรียนการบิน Eastern Pioneer แต่ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเพิ่มเติม
ยืนยันนักบินเสียชีวิตแล้ว มีผู้บาดเจ็บ 13 คน
ล่าสุด ทางการจีนยืนยันกับหนังสือพิมพ์เซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์ว่า นักบินของเครื่องบินขนาดเล็กที่พุ่งชนตึกระฟ้าสูงที่สุดในกรุงปักกิ่งเมื่อวันศุกร์ “เสียชีวิตแล้ว”
รัฐบาลเขตเฉาหยางออกแถลงการณ์เมื่อวันเสาร์ระบุว่า ขณะเกิดเหตุ นักบินอยู่เพียงลำพังบนเครื่องบินแบบ 2 ที่นั่งลำดังกล่าว ซึ่งพุ่งชนอาคาร Citic Tower ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวอีก “13 คน”
แถลงการณ์ซึ่งเผยแพร่หลังจากไม่มีการให้ข้อมูลเป็นเวลาหลายชั่วโมงระบุว่า อุบัติเหตุเกิดขึ้นเมื่อเวลา 17.55 น. ของวันศุกร์ และขณะนี้ เจ้าหน้าที่ยังคงอยู่ระหว่างสอบสวนสาเหตุและรายละเอียดของเหตุการณ์
อย่างไรก็ตาม ทางการไม่ได้ระบุชื่ออาคารที่เกิดเหตุ โดยเพียงอธิบายว่าเป็น “ตึกระฟ้าใกล้ถนนวงแหวนสายที่ 3 ฝั่งตะวันออก”
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ต้องอพยพผู้คนออกจากอาคาร และมีเศษซากเครื่องบินกระจัดกระจายทั่วเขตศูนย์กลางธุรกิจของกรุงปักกิ่ง
ข้อมูลจากเว็บไซต์ติดตามการบิน Flightradar24 ระบุว่า เครื่องบินรุ่น Sunward SA60L Aurora หมายเลขทะเบียน B-12PP บินขึ้นจากสนามบินปักกิ่ง Shifosi ในเขตผิงกู่ ชานกรุงปักกิ่ง แต่แทนที่จะบินกลับไปลงจอดที่สนามบินเดิม กลับมุ่งหน้าไปทางตะวันตกเข้าสู่ใจกลางเมือง
สัญญาณทรานสปอนเดอร์ของเครื่องบินถูกปิด หรือหยุดทำงาน ขณะเข้าใกล้ย่านศูนย์กลางธุรกิจ ซึ่งเป็นเขตห้ามบินของกรุงปักกิ่ง
Flightradar24 ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า “ข้อมูล ADS-B ของเที่ยวบินนี้มีเพียงเส้นทางการบินบางส่วน และหยุดบันทึกก่อนเกิดเหตุเครื่องบินตก” โดย ADS-B เป็นระบบที่ใช้ส่งข้อมูลตำแหน่งและสถานะของอากาศยานแบบเรียลไทม์
ภาพที่เผยแพร่ทางออนไลน์แสดงให้เห็นซากเครื่องบินที่มีหมายเลขทะเบียนตรงกับลำดังกล่าว
Flightradar24 ระบุเพิ่มเติมว่า เครื่องบินลำนี้เป็นของบริษัท Dongshi Shuangyue (Beijing) General Aviation ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนการบิน
สำหรับบริษัท Dongshi Shuangyue หรือ “Eastern Pioneer” เป็นบริษัทในเครือของผู้ให้บริการโรงเรียนสอนขับรถรายใหญ่ Dongfang Shishang และมีฐานปฏิบัติการอยู่ที่สนามบินผิงกู่
อย่างไรก็ตาม หญิงคนหนึ่งซึ่งรับสายโทรศัพท์ที่บริษัทเมื่อเช้าวันเสาร์กล่าวกับผู้สื่อข่าวเซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์ว่า นักบินของเครื่องบินลำนี้ไม่ใช่นักเรียนฝึกบิน
"คนนี้ไม่ใช่นักเรียนของเรา และเครื่องบินของเราก็ไม่สามารถบินไกลถึงตัวเมืองปักกิ่งได้" เธอกล่าว ก่อนปฏิเสธที่จะเปิดเผยชื่อและวางสาย
สนามบินดังกล่าวอยู่ห่างจาก Citic Tower ราว 50 กิโลเมตร ขณะที่สัญญาณของเครื่องบินหายไปเมื่ออยู่ห่างจากอาคารประมาณ 6.5 กิโลเมตร
ด้าน Flightradar24 ระบุว่า สัญญาณของเครื่องบินหายไปภายในเขตห้ามบิน ระหว่างถนนวงแหวนสายที่ 4 และสายที่ 5
จนถึงขณะนี้ ทางการจีนไม่ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับตัวตนของนักบิน และโพสต์เกี่ยวกับเหตุการณ์บนสื่อสังคมออนไลน์ของจีนแผ่นดินใหญ่ถูกลบออกอย่างรวดเร็ว
อ้างอิง: ft, scmp



