วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน 2569

Login
Login

เปิดวาระซัมมิต 'รัสเซีย-อาเซียน' ปูตินเป็นเจ้าภาพครั้งแรกนับตั้งแต่บุกยูเครน

รัสเซียเปิดบ้านรับผู้นำอาเซียนครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามยูเครน ในการประชุมสุดยอดผู้นำรัสเซีย-อาเซียน ประชุมแบบพบหน้ากันครั้งแรกในรอบ 8 ปี ท่ามกลางความกังวลด้านพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ร้อนแรงขึ้น คาดประเด็น "พลังงาน" เป็นวาระสำคัญของการประชุม

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย จะเป็นเจ้าภาพต้อนรับผู้นำและเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมการประชุมสุดยอด "รัสเซีย-อาเซียน" ที่เมืองคาซาน ประเทศรัสเซีย ระหว่างวันที่ 17-18 มิถุนายนนี้ เฉลิมฉลองครบรอบ 35 ปีความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอาเซียน และโอกาสครบรอบ 30 ปีที่รัสเซียเป็นคู่เจรจาของอาเซียน

เป็นที่คาดว่าประเด็น "ความมั่นคงทางพลังงาน" จะเป็นหัวข้อหลักของการประชุมสุดยอดครั้งแรกระหว่างรัสเซียกับอาเซียน นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากบุกยูเครนเต็มรูปแบบเมื่อปี 2022

ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ของฟิลิปปินส์, นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย, นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย และนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ลอว์เรนซ์ หว่อง เป็นหนึ่งในผู้นำอาเซียนที่คาดว่าจะเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ และจะเป็นการพบกันแบบเผชิญหน้าระหว่างผู้นำรัสเซียกับกลุ่มอาเซียนครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2018 ซึ่งทั้งสองฝ่ายประกาศยกระดับความสัมพันธ์เป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” ที่ประเทศสิงคโปร์ ขณะที่การประชุมในปี 2021 จัดขึ้นในรูปแบบออนไลน์เนื่องจากการระบาดของโควิด-19
 

รัสเซียก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในแหล่งพลังงานสำคัญของอาเซียน หลังสงครามระหว่างสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่านส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซปิดตัวลงโดยพฤตินัย กระทบการส่งออกน้ำมันและก๊าซซึ่งมีความสำคัญต่อประชากร 680 ล้านคนในภูมิภาค

แม้จะมีแนวโน้มว่าจะมีการลงนามข้อตกลงยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลางภายในสัปดาห์นี้ แต่วิกฤติดังกล่าวได้ผลักดันให้สมาชิกอาเซียนหลายประเทศหันมาหารือความร่วมมือด้านพลังงานกับมอสโกมากขึ้น ซึ่งช่วยบรรเทาภาวะโดดเดี่ยวของรัสเซีย

เอียน สตอรี นักวิจัยอาวุโสแห่งสถาบัน ISEAS-Yusof Ishak Institute ในสิงคโปร์ กล่าวว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่านนำไปสู่ภาวะขาดแคลนพลังงานและราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น และปูตินจะเสนอช่วยบรรเทาปัญหาพลังงานของประเทศต่างๆ ผ่านการเพิ่มการส่งออกน้ำมันและก๊าซ รวมถึงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

การประชุมซัมมิตครั้งนี้ยังจัดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับการประชุม "G7" ที่ฝรั่งเศส ซึ่งบรรดาผู้นำยุโรปกำลังพยายามโน้มน้าวให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สนับสนุนความพยายามดึงปูตินเข้าสู่การเจรจายุติสงครามยูเครน ที่ยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 5

อเล็กซานเดอร์ โคโรเลฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาเซียนจาก Higher School of Economics ในมอสโก กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้จะส่งสัญญาณอย่างชัดเจนไปยังชาติตะวันตกว่า "รัสเซียไม่ได้ถูกโดดเดี่ยว" การเดินทางเยือนของผู้นำอาเซียนสะท้อนว่า ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ประเทศเหล่านี้เริ่มมองว่า "รัสเซียเป็นทางเลือกสำคัญในการรับประกันความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร"

เครมลินยังผลักดันแนวคิดภูมิรัฐศาสตร์ “หุ้นส่วนมหายูเรเซีย" (Great Eurasian Partnership) ซึ่งมุ่งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชียที่รัสเซียเป็นแกนนำ องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ที่จีนมีบทบาทนำ และอาเซียน

ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกเครมลินเปิดเผยว่า ปูตินจะมี “ตารางหารือทวิภาคีแบบมาราธอน” กับผู้นำอาเซียน แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม

ขณะที่ยูริ อูชาคอฟ ผู้ช่วยประธานาธิบดีรัสเซียด้านนโยบายต่างประเทศ เปิดเผยว่า ที่ประชุมจะรับรองแผนปฏิบัติการฉบับใหม่ปี 2026-2030 เพื่อขยายความร่วมมือในด้านความมั่นคง พลังงาน การค้า เกษตรกรรม การลงทุน และเทคโนโลยี

เปิดวาระการเจรจา-ความคาดหวังการประชุม

ผู้นำและเข้าร่วมหลายคนคาดว่าจะเดินทางเยือนรัสเซียเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มอสโกเริ่มปฏิบัติการทางทหารเต็มรูปแบบในยูเครนเมื่อกว่า 4 ปีก่อน สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่รัสเซียให้กับการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศนอกกลุ่มตะวันตก แม้จะยังเผชิญมาตรการคว่ำบาตรและแรงกดดันทางการทูตจากชาติตะวันตกอย่างต่อเนื่อง

การประชุมยังเกิดขึ้นในช่วงที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น

ประเด็นหารือคาดว่าจะครอบคลุมทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก รวมถึงสงครามยูเครน สงครามในฉนวนกาซา การเผชิญหน้าที่ทวีความรุนแรงระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ความมั่นคงทางทะเล และสถานการณ์ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

อย่างไรก็ดี อาเซียนมีจุดยืนมาโดยตลอดในการหลีกเลี่ยงการแสดงท่าทีร่วมกันต่อความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ โดยให้ความสำคัญกับการเจรจาและความเป็นกลาง แม้ว่าสมาชิกส่วนใหญ่ของอาเซียนจะสนับสนุนมติของสหประชาชาติที่ยืนยันอธิปไตยของยูเครน แต่อาเซียนก็ยังคงรักษาความร่วมมือกับรัสเซียผ่านกรอบพหุภาคีต่างๆ

เป็นที่คาดว่า "ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ" จะเป็นประเด็นหลักของการประชุม

การค้าระหว่างรัสเซียกับอาเซียนเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดทศวรรษที่ผ่านมา แม้จะเผชิญผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 มาตรการคว่ำบาตร และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ มูลค่าการค้าระหว่างสองฝ่ายยังคงอยู่เหนือระดับ 20,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ครอบคลุมสินค้าพลังงาน สินค้าเกษตร ปุ๋ย เครื่องจักร โลหะ และสินค้าอุตสาหกรรม

รัสเซียมองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้นในฐานะตลาดสำคัญสำหรับการกระจายความเสี่ยงทางการค้า หลังความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับยุโรปลดลงภายหลังสงครามยูเครน ขณะที่อาเซียนพยายามรักษาการเข้าถึงพลังงาน ปุ๋ย และวัตถุดิบจากรัสเซีย พร้อมทั้งขยายโอกาสการลงทุนระหว่างกัน

ประเด็น "ความมั่นคงทางพลังงาน" คาดว่าจะได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ท่ามกลางความผันผวนในตลาดโลกที่เกิดจากความขัดแย้งในยุโรปตะวันออกและตะวันออกกลาง

รัสเซียยังคงเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และเทคโนโลยีนิวเคลียร์รายใหญ่ของโลก ขณะที่หลายประเทศในอาเซียนกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน การพัฒนาแหล่งน้ำมันและก๊าซ รวมถึงโครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติ

"ความมั่นคงทางอาหาร" ก็มีแนวโน้มจะเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ เนื่องจากรัสเซียยังเป็นผู้ส่งออกข้าวสาลี ปุ๋ย และสินค้าเกษตรรายใหญ่ของโลก ซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คาดว่าที่ประชุมจะรับรองแผนงานความร่วมมือฉบับใหม่สำหรับทศวรรษหน้า โดยมุ่งเน้นด้านการค้า การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การพัฒนาที่ยั่งยืน การศึกษา และการท่องเที่ยว

สำหรับมอสโก การประชุมครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของยุทธศาสตร์ “Pivot to the East” หรือการหันสู่ตะวันออก ซึ่งเร่งตัวขึ้นนับตั้งแต่ปี 2022 ขณะที่รัสเซียพยายามเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเมืองทั่วเอเชีย และสำหรับอาเซียนนั้น การประชุมครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของกลุ่มในการรักษา "ความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์" ผ่านการมีส่วนร่วมกับมหาอำนาจทุกฝ่าย โดยไม่เลือกอยู่ในค่ายภูมิรัฐศาสตร์ค่ายใดค่ายหนึ่งโดยเฉพาะ

เปิดท่าทีชาติอาเซียนต่อรัสเซีย

ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประเทศพันธมิตรตามสนธิสัญญาของสหรัฐ เริ่มนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียในเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา เพื่อทดแทนอุปทานจากตะวันออกกลางที่หายไป หลังวอชิงตันอนุมัติการผ่อนผันมาตรการคว่ำบาตร

ปธน.มาร์กอส ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปีนี้ มีกำหนดหารือทวิภาคีกับปูติน โดยจะหารือเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร ตามคำกล่าวของโฆษกกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์

ด้านนายกรัฐมนตรีมาเลเซียกล่าวในสัปดาห์นี้ว่า เขาตั้งใจจะรับประกันว่ามาเลเซียจะยังคงได้รับน้ำมันจากรัสเซียอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่า “นี่คือประโยชน์ของการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกฝ่าย”

ส่วนอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน กำลังหารือความร่วมมือด้านน้ำมันและก๊าซ การพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ การฝึกทางทหาร ความร่วมมือด้านกลาโหม ตลอดจนการค้าสินค้าเกษตร เช่น ข้าวสาลีและปุ๋ย นอกจากนี้ รัฐบาลจาการ์ตายังเพิ่งเปิดทางให้นำเข้าเนื้อวัวจากรัสเซียด้วย

สำหรับ "ประเทศไทย" โฆษกนายกรัฐมนตรีระบุว่า รัสเซียมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก ทั้งด้านพลังงาน ปุ๋ย และวัตถุดิบที่จำเป็นต่อภาคการผลิต ขณะที่ไทยมีศักยภาพด้านสินค้าเกษตร อาหาร และอุตสาหกรรมแปรรูป ซึ่งสามารถต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าได้

อย่างไรก็ตาม อิทธิพลทางเศรษฐกิจของรัสเซียในอาเซียนยังคงอยู่ในระดับจำกัดแม้ความร่วมมือจะเพิ่มขึ้น โดยมูลค่าการค้าระหว่างรัสเซียกับอาเซียนอยู่ที่ 18,100 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 ขณะที่เงินลงทุนโดยตรงจากรัสเซียเข้าสู่ประเทศสมาชิกอาเซียนอยู่ที่ 474 ล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลของอาเซียน ซึ่งยังน้อยอยู่มากเมื่อเทียบมูลค่าการค้าระหว่างรัสเซียกับสหภาพยุโรปที่ 63,500 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 ตามข้อมูลที่รวบรวมโดยบลูมเบิร์ก

สำหรับประเทศที่รัสเซียขยายอิทธิพลได้ชัดเจนที่สุดในอาเซียนคือ เมียนมา ซึ่งรัฐบาลทหารหันไปพึ่งพามอสโกในด้านอาวุธ พลังงาน และการสนับสนุนทางการทูต หลังถูกชาติตะวันตกส่วนใหญ่โดดเดี่ยวภายหลังการรัฐประหารในปี 2021

อย่างไรก็ตาม พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำเมียนมา มีกำหนดเดินทางเยือนจีนในสัปดาห์นี้ เนื่องจากเมียนมายังคงถูกจำกัดการเข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำของอาเซียนนับตั้งแต่การยึดอำนาจ

ส่วน "เวียดนาม" นั้นเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัสเซีย แต่คณะผู้แทนเวียดนามจะนำโดยนายกรัฐมนตรีเล มินห์ ฮุง ไม่ใช่โต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดีเวียดนาม ทว่าโต เลิม เคยเดินทางเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่แล้ว และเมื่อเดือนมี.ค. ที่เพิ่งผ่านมา ทั้งสองประเทศเพิ่งลงนามข้อตกลงพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของรัสเซียในเวียดนาม รวมถึงข้อตกลงเบื้องต้นสำหรับการจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากรัสเซีย

ทางด้านสำนักนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ยืนยันว่า นายกรัฐมนตรี "ลอว์เรนซ์ หว่อง" จะเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ด้วย โดยถือเป็นการเยือนรัสเซียครั้งแรกของผู้นำสิงคโปร์นับตั้งแต่การบุกยูเครนในปี 2022 และหลังจากที่รัสเซียจัดให้สิงคโปร์เป็นหนึ่งใน “ประเทศไม่เป็นมิตร” จากการเข้าร่วมมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์ยังคงเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 3 ของรัสเซียในอาเซียนเมื่อปีที่แล้ว รองจากอินโดนีเซียและเวียดนาม ขณะที่ก่อนหน้านี้ อดีตนายกรัฐมนตรีลี เซียน ลุง เคยกล่าวเมื่อเดือนม.ค.ว่า การใช้มาตรการคว่ำบาตรไม่ได้หมายความว่าสิงคโปร์เป็นศัตรูกับรัสเซีย


ที่มา: Bloomberg, Anadolu