ตลาดน้ำมันดิบยังคงผันผวน จากความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซและอุปทานน้ำมันดิบที่ยังคงตึงตัว
รายงานสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (22 – 28 พ.ค. 69)
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น หลังจากอิหร่านเผยว่าข้อเสนอสันติภาพล่าสุดของสหรัฐฯ ช่วยลดช่องว่างความเห็นต่างระหว่างทั้งสองประเทศ แม้ประเด็นโครงการนิวเคลียร์ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ อย่างไรก็ดี ตลาดยังคงกังวลต่อสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากอิหร่านและโอมานกำลังหารือเกี่ยวกับการจัดตั้งระบบเก็บค่าผ่านทางบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถูกคัดค้านจากสหรัฐฯ และยุโรป
เนื่องจากอาจกระทบต่อเสรีภาพการเดินเรือในพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ ตลาดจับตาภาวะอุปทานน้ำมันดิบที่ตึงตัวมากขึ้นหลังจากสต๊อกน้ำมันทั่วโลกปรับลดลงอย่างรวดเร็วจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งสัญญาณอาจพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากความขัดแย้งยังยืดเยื้อ
ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้
• อิหร่านเผยว่าข้อเสนอสันติภาพฉบับล่าสุดของสหรัฐฯ ช่วยลดช่องว่างความเห็นต่างของทั้งสองประเทศ โดยข้อเสนอดังกล่าวเน้นไปที่การทำข้อตกลงระยะสั้นที่จะให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง และให้สหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน จากนั้นทั้งสองฝ่ายจึงจะเข้าสู่การเจรจาเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์
อย่างไรก็ดี ประเด็นเรื่องโครงการนิวเคลียร์ยังคงเป็นประเด็นใหญ่ที่ทั้งสองประเทศยังหาข้อตกลงร่วมกันไม่ได้ โดยผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ยังคงให้ความเห็นว่ายูเรเนียมเสริมสมรรถนะระดับใกล้ใช้ทำอาวุธของประเทศไม่ควรถูกส่งออกไปต่างประเทศ ในขณะที่สหรัฐฯ เรียกร้องให้อิหร่านส่งมอบยูเรเนียมเสริมสมรรถนะแก่สหรัฐฯ
• สถานการณ์การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงมีความไม่แน่นอน หลังมีรายงานว่าอิหร่านกำลังหารือกับโอมานเกี่ยวกับการจัดตั้งระบบเก็บค่าผ่านทางบริเวณช่องแคบฮอร์มุซแบบถาวร เพื่อทำให้การควบคุมการสัญจรทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีความเป็นทางการมากขึ้น
อย่างไรก็ดี ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ คัดค้านแนวคิดดังกล่าว โดยอ้างว่า ช่องแคบฮอร์มุซควรเป็นพื้นที่เสรีและไม่ควรมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม เนื่องจากเป็นเส้นทางน้ำสากลที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เช่นเดียวกันกับยุโรปที่มองว่า แนวคิดการเก็บค่าผ่านทางจะกระทบหลักการเสรีภาพในการเดินเรือ หากประเทศใดประเทศหนึ่งสามารถควบคุมพื้นที่ทางทะเลที่สำคัญของโลกได้เพียงฝ่ายเดียว
• ตลาดจับตาอุปทานน้ำมันดิบที่มีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้น หลังจากรายงานจากโกลด์แมนแซกส์ (Goldman Sachs Group, Inc.) เผยว่าสต๊อกน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์จากน้ำมันดิบทั่วโลกในเดือน พ.ค. 69 กำลังลดลงเฉลี่ยวันละ 8.7 ล้านบาร์เรลซึ่งเป็นอัตราที่เร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากอุปทานน้ำมันดิบที่หยุดชะงักจากสงครามในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ
ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) นายฟาติห์ บีโรล ที่เปิดเผยว่า ปริมาณสำรองน้ำมันเชิงพาณิชย์ทั่วโลกกำลังลดลงอย่างรวดเร็วและอาจเพียงพอต่อการใช้งานได้อีกเพียงไม่กี่สัปดาห์ นอกจากนี้ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ยังประเมินด้วยว่า แม้ว่าความขัดแย้งจะยุติลงในเร็ววัน แต่ตลาดน้ำมันดิบจะยังคงอยู่ในภาวะอุปทานตึงตัวอย่างรุนแรง
• ตลาดจับตาแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) เนื่องจากรายงานการประชุม วันพุธ ที่ 20 พ.ค. 69 ที่ผ่านมา ระบุว่า เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าอาจจำเป็นต้องมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากสงครามระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไปจากผลของเงินเฟ้อรุนแรง
ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ที่ผ่านมามีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50% - 3.75% โดยมีเสียงไม่เห็นด้วยถึง 4 เสียง ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 35 และสะท้อนถึงความเห็นที่แตกต่างกันมากขึ้นเกี่ยวกับทิศทางนโยบาย อย่างไรก็ดี เครื่องมือ FedWatch ของ CME Group ยังคงให้น้ำหนักสูงถึง 96.8% ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะยังคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50% - 3.75%
• ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ คือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ ดัชนีจีดีพี (GDP) ไตรมาส 1 ปี 69 จำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่อง ดัชนีรายได้ส่วนบุคคล เดือน เม.ย. 69 ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของยุโรป ได้แก่ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เดือน พ.ค. 69
สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (15 - 21 พ.ค. 69)
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น 3.72 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 103.29 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 3.12 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 108.05 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หลังสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) แสดงความกังวลต่อภาวะอุปทานน้ำมันดิบที่ตึงตัวท่ามกลางปริมาณน้ำมันสำรองเชิงพาณิชย์ทั่วโลกที่ลดลงอย่างรวดเร็ว จากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
แม้จะมีมาตรการระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งช่วยเพิ่มอุปทานเข้าสู่ตลาดราว 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่มาตรการดังกล่าวยังคงเป็นเพียงแนวทางชั่วคราวและมีข้อจำกัดด้านปริมาณ โดยในช่วงเดือน มี.ค. – เม.ย. 69 ปริมาณน้ำมันคงคลังทั่วโลกลดลงในอัตราสูงเป็นประวัติการณ์ รวมกว่า 246 ล้านบาร์เรล
ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังคงติดตามการหารือระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและรักษาเสถียรภาพของข้อตกลงการค้า รวมถึงการหารือประเด็นภูมิรัฐศาสตร์สำคัญ เช่น ความตึงเครียดกับอิหร่าน และความร่วมมือด้านการค้าอาวุธ
อย่างไรก็ดี ผู้นำสหรัฐฯ ได้ชะลอการดำเนินการทางทหารต่ออิหร่านเป็นการชั่วคราว หลังมีสัญญาณความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพ ขณะที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ นายสก็อตต์ เบสเซนต์ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ ได้ขยายระยะเวลาการยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรการซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซียที่ขนส่งทางทะเลออกไปอีก 30 วันจนถึงวันที่ 17 มิ.ย. 69 หลังจากมาตรการเดิมสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 16 พ.ค. 69 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ การขยายเวลาครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการบรรเทาความตึงตัวของอุปทานน้ำมันในตลาดโลก และจำกัดแรงกดดันต่อราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ภายใต้ความผันผวนของราคาพลังงานโลกจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินมาตรการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง และวางแผนจัดหาน้ำมันดิบอย่างเหมาะสม เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศอย่างเต็มกำลัง ควบคู่กับการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้น เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

