บลูมเบิร์กรายงานว่า ความพยายามของรัฐบาลจีน ที่จะหยุด "สงครามราคา" ในอุตสาหกรรมรถยนต์กำลังล้มเหลว เนื่องจากค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง BYD และคู่แข่ง อย่าง Geely และ Chery ยังคงเดินหน้า “หั่นราคา” อย่างดุเดือดเพื่อรักษาเก้าอี้ส่วนแบ่งการตลาดในจีน ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเอาไว้
ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ในเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ราคาเฉลี่ยของรถ BYD ลดลงฮวบถึง 10% ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ แม้ทางการจีนจะพยายามออกคำสั่งสกัดภาวะเงินฝืด ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่าคงหยุดกระแสการลดราคานี้ไม่ได้ง่ายๆ
เยล จาง จากบริษัทที่ปรึกษา Automotive Foresight ให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า "การสู้รบด้วยราคานั้นเป็นเรื่องปกติของการแข่งขัน และมันจะยังคงอยู่กับเราไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปีข้างหน้า"
ย้อนกลับไปเมื่อปีก่อน ทางการจีนเคยเรียกผู้บริหารรถ EV กว่า 10 รายมาตักเตือนให้หยุดสงครามราคา โดยห้ามขายรถต่ำกว่าต้นทุนหรือให้ส่วนลดที่เกินจริง ซึ่งมีการเรียกคุยแบบนี้ถึง 3 ครั้งในปีนี้ โดยเน้นไปที่การจัดระเบียบการขายรถมือสองสภาพใหม่ และการจ่ายเงินให้ซัปพลายเออร์ที่ล่าช้า
ไม่กี่วันหลังจากนั้น หวัง ชวนฟู่ ซีอีโอของ BYD ถึงกับหลั่งน้ำตากลางที่ประชุมนักลงทุน เมื่อต้องพูดถึงแรงกดดันมหาศาลที่บริษัทกำลังเผชิญ รวมถึงความน้อยใจที่ถูกสังคม และหน่วยงานกำกับดูแลเข้าใจผิดในบางประเด็น
BYD กำไรร่วง หลังยอดขายซบเซานาน 7 เดือนติด
แม้ BYD จะเป็นผู้นำอุตสาหกรรมที่เคยได้รับความเชื่อมั่นจากวอร์เรน บัฟเฟตต์ แต่สถานการณ์ปัจจุบันก็น่ากังวล เพราะยอดขายในจีนตกลงติดต่อกันมานานถึง 7 เดือนแล้ว
ตามข้อมูลจากแหล่งข่าววงในระบุว่า เพื่อตอบรับการตรวจสอบที่เข้มงวดจากภาครัฐ BYD จึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีบริหารจัดการ โดยหันมาจ่ายเงินให้ซัปพลายเออร์เร็วขึ้นกว่าคู่แข่ง และไม่สามารถใช้กลยุทธ์ลดราคาแหลกเพื่อปั๊มยอดขายได้ง่ายเหมือนเมื่อก่อน
ที่สำคัญ BYD ได้เลิกใช้ระบบการออกตั๋วสัญญาใช้เงิน ที่เคยช่วยให้ดึงเช็คการจ่ายเงินได้นานหลายเดือนจนเกิดดอกเบี้ย การปรับเปลี่ยนนี้ทำให้งบดุลของบริษัทมีหนี้เพิ่มขึ้น และส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนพุ่งสูงถึง 25% หลังจากที่เคยติดลบมาตลอด 4 ปี ซึ่งทาง BYD เองก็ยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นใดๆ ในเรื่องนี้
ภาระหนี้ที่สูงขึ้นบวกกับรายได้ที่หดหายจากการหั่นราคา เริ่มส่งผลกระทบต่อกำไรอย่างชัดเจน โดยเมื่อเดือนที่แล้ว BYD รายงานผลกำไรปีลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่โควิดระบาด ซึ่งซีอีโอ หวัง ก็ยอมรับในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นว่า อุตสาหกรรมรถยนต์จีนได้ก้าวเข้าสู่ "ยุคแห่งการคัดออก" ที่สู้กันอย่างบ้าคลั่งแล้ว
ทางด้านเลขาธิการองค์การระหว่างประเทศด้านผู้ผลิตรถยนต์ (OICA) มองว่า "แม้การลดราคาจะดูเหมือนดีต่อผู้บริโภค แต่ในความเป็นจริงมันทำลายระบบทั้งหมด" เพราะนอกจากผู้ผลิตจะขาดทุนแล้ว ยังทำให้ราคารถมือสองผันผวนจนคนไม่กล้าซื้อรถใหม่ เพราะกลัวราคาขายต่อจะตกต่ำจนไม่คุ้มค่า
ต้นตอที่แท้จริงของปัญหานี้คือ "ผลิตเกินความต้องการ" โดยโรงงานในจีนมีความสามารถในการผลิตรวมกันถึง 55.5 ล้านคันต่อปี แต่คาดการณ์ยอดขายในประเทศปี 2025 อยู่ที่เพียง 23 ล้านคันเท่านั้น หมายความว่าโรงงานใช้งานจริงแค่ประมาณ 50% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนว่าอุตสาหกรรมนี้กำลังอยู่ในสภาวะที่ไม่ยั่งยืนในระยะยาว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





