วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน 2569

Login
Login

สงครามราคา ‘อีวีจีน’ ยังไม่จบ รัฐบาลคุมไม่อยู่ ค่ายยักษ์แข่งชิงส่วนแบ่งตลาด

สงครามราคา ‘อีวีจีน’ ยังไม่จบ รัฐบาลคุมไม่อยู่ ค่ายยักษ์แข่งชิงส่วนแบ่งตลาด

บลูมเบิร์กรายงานว่า ความพยายามของรัฐบาลจีน ที่จะหยุด "สงครามราคา" ในอุตสาหกรรมรถยนต์กำลังล้มเหลว เนื่องจากค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง BYD และคู่แข่ง  อย่าง Geely และ Chery  ยังคงเดินหน้า “หั่นราคา” อย่างดุเดือดเพื่อรักษาเก้าอี้ส่วนแบ่งการตลาดในจีน ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเอาไว้

ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ในเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ราคาเฉลี่ยของรถ BYD ลดลงฮวบถึง 10% ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่   แม้ทางการจีนจะพยายามออกคำสั่งสกัดภาวะเงินฝืด ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่าคงหยุดกระแสการลดราคานี้ไม่ได้ง่ายๆ

เยล จาง จากบริษัทที่ปรึกษา Automotive Foresight ให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า "การสู้รบด้วยราคานั้นเป็นเรื่องปกติของการแข่งขัน และมันจะยังคงอยู่กับเราไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปีข้างหน้า"

ย้อนกลับไปเมื่อปีก่อน ทางการจีนเคยเรียกผู้บริหารรถ EV กว่า 10 รายมาตักเตือนให้หยุดสงครามราคา โดยห้ามขายรถต่ำกว่าต้นทุนหรือให้ส่วนลดที่เกินจริง ซึ่งมีการเรียกคุยแบบนี้ถึง 3 ครั้งในปีนี้ โดยเน้นไปที่การจัดระเบียบการขายรถมือสองสภาพใหม่   และการจ่ายเงินให้ซัปพลายเออร์ที่ล่าช้า

ไม่กี่วันหลังจากนั้น หวัง ชวนฟู่ ซีอีโอของ BYD  ถึงกับหลั่งน้ำตากลางที่ประชุมนักลงทุน เมื่อต้องพูดถึงแรงกดดันมหาศาลที่บริษัทกำลังเผชิญ รวมถึงความน้อยใจที่ถูกสังคม และหน่วยงานกำกับดูแลเข้าใจผิดในบางประเด็น

BYD กำไรร่วง หลังยอดขายซบเซานาน 7 เดือนติด

แม้ BYD จะเป็นผู้นำอุตสาหกรรมที่เคยได้รับความเชื่อมั่นจากวอร์เรน บัฟเฟตต์ แต่สถานการณ์ปัจจุบันก็น่ากังวล เพราะยอดขายในจีนตกลงติดต่อกันมานานถึง 7 เดือนแล้ว

ตามข้อมูลจากแหล่งข่าววงในระบุว่า เพื่อตอบรับการตรวจสอบที่เข้มงวดจากภาครัฐ BYD จึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีบริหารจัดการ โดยหันมาจ่ายเงินให้ซัปพลายเออร์เร็วขึ้นกว่าคู่แข่ง และไม่สามารถใช้กลยุทธ์ลดราคาแหลกเพื่อปั๊มยอดขายได้ง่ายเหมือนเมื่อก่อน

ที่สำคัญ BYD ได้เลิกใช้ระบบการออกตั๋วสัญญาใช้เงิน ที่เคยช่วยให้ดึงเช็คการจ่ายเงินได้นานหลายเดือนจนเกิดดอกเบี้ย การปรับเปลี่ยนนี้ทำให้งบดุลของบริษัทมีหนี้เพิ่มขึ้น และส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนพุ่งสูงถึง 25% หลังจากที่เคยติดลบมาตลอด 4 ปี ซึ่งทาง BYD เองก็ยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นใดๆ ในเรื่องนี้

ภาระหนี้ที่สูงขึ้นบวกกับรายได้ที่หดหายจากการหั่นราคา เริ่มส่งผลกระทบต่อกำไรอย่างชัดเจน โดยเมื่อเดือนที่แล้ว BYD รายงานผลกำไรปีลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่โควิดระบาด ซึ่งซีอีโอ หวัง ก็ยอมรับในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นว่า อุตสาหกรรมรถยนต์จีนได้ก้าวเข้าสู่ "ยุคแห่งการคัดออก" ที่สู้กันอย่างบ้าคลั่งแล้ว

ทางด้านเลขาธิการองค์การระหว่างประเทศด้านผู้ผลิตรถยนต์ (OICA) มองว่า "แม้การลดราคาจะดูเหมือนดีต่อผู้บริโภค แต่ในความเป็นจริงมันทำลายระบบทั้งหมด" เพราะนอกจากผู้ผลิตจะขาดทุนแล้ว ยังทำให้ราคารถมือสองผันผวนจนคนไม่กล้าซื้อรถใหม่ เพราะกลัวราคาขายต่อจะตกต่ำจนไม่คุ้มค่า

ต้นตอที่แท้จริงของปัญหานี้คือ "ผลิตเกินความต้องการ" โดยโรงงานในจีนมีความสามารถในการผลิตรวมกันถึง 55.5 ล้านคันต่อปี แต่คาดการณ์ยอดขายในประเทศปี 2025 อยู่ที่เพียง 23 ล้านคันเท่านั้น หมายความว่าโรงงานใช้งานจริงแค่ประมาณ 50% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนว่าอุตสาหกรรมนี้กำลังอยู่ในสภาวะที่ไม่ยั่งยืนในระยะยาว

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์