สงครามตะวันออกกลางกำลังกลายเป็นปัจจัยลบที่พลิกผันวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของผู้คนทั้งในและนอกภูมิภาค โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่านี่คือ "ภาวะช็อกระดับโลกที่แต่ละประเทศได้รับผลกระทบไม่เท่ากัน" (Global yet Asymmetric Shock) ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประเทศผู้นำเข้าน้ำมันมากกว่าผู้ส่งออก และประเทศยากจนที่ขาดแคลนกันชนทางเศรษฐกิจจะได้รับความเดือดร้อนหนักกว่าประเทศที่มั่งคั่ง แม้ว่า เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจะมีความยืดหยุ่น แต่ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมนั้นอาจกลายเป็นผลกระทบระยะยาวที่ฉุดรั้งการเติบโตในระยะสั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
วิกฤตพลังงาน: "ภาษีทางอ้อม" ที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจโลก
พลังงานคือช่องทางหลักในการส่งผ่านผลกระทบ โดยเฉพาะการปิดตัวลงในทางปฏิบัติของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่ง International Energy Agency (IEA) ระบุว่าเป็นการหยุดชะงักครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก เนื่องจากพื้นที่นี้เป็นจุดผ่านของน้ำมันดิบ 25-30% และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ถึง 20% ของโลก สำหรับประเทศผู้นำเข้าเชื้อเพลิง ผลกระทบนี้เปรียบเสมือนการถูกจัดเก็บภาษีรายได้แบบฉับพลันและรุนแรง โดยเฉพาะมหาอำนาจการผลิตในเอเชียที่ต้องเผชิญกับต้นทุนเชื้อเพลิงและไฟฟ้าที่สูงขึ้น จนไปบีบคั้นกำลังซื้อของผู้คนและสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินในหลายประเทศ
ในยุโรป วิกฤตนี้ได้ปลุก "ปัญหาเรื่องก๊าซธรรมชาติ" จากช่วงปี 2021-22 ให้ฟื้นกลับมาอีกครั้ง โดยประเทศอย่างอิตาลีและสหราชอาณาจักรมีความเสี่ยงสูงเนื่องจากพึ่งพาไฟฟ้าจากก๊าซ ในขณะที่ฝรั่งเศสและสเปนยังพอมีเกราะป้องกันจากพลังงานนิวเคลียร์และพลังงานหมุนเวียน ในทางกลับกัน แม้ผู้ส่งออกน้ำมันในตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกาบางส่วนจะได้ประโยชน์จากราคาที่สูงขึ้น แต่กลุ่มประเทศอ่าว หรือ GCC ที่เผชิญข้อจำกัดในการส่งออกจะได้รับประโยชน์เพียงเล็กน้อย และความไม่แน่นอนจะบั่นทอนการลงทุนในอนาคต
ห่วงโซ่อุปทานชะงัก: จาก "เซมิคอนดักเตอร์" ถึง "โต๊ะอาหาร"
สงครามไม่ได้กระทบเพียงพลังงาน แต่กำลังเขย่าห่วงโซ่อุปทานสินค้าพื้นฐานและวัตถุดิบสำคัญอย่างหนัก การปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือและเครื่องบินรอบศูนย์กลางการบินในอ่าวเปอร์เซียทำให้ค่าระวางและประกันภัยพุ่งสูงขึ้น รวมถึงระยะเวลาส่งมอบที่ยาวนานขึ้น ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ "ปุ๋ย" ซึ่ง 1 ใน 3 ของโลกต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อการขนส่งหยุดชะงักในช่วงฤดูเพาะปลูกของซีกโลกเหนือ จึงคุกคามต่อผลผลิตทางการเกษตรและราคาอาหารทั่วโลก
นอกจากนี้ ตลาดโลกยังเสี่ยงขาดแคลนวัตถุดิบต้นน้ำ เช่น "ฮีเลียม" จากกลุ่มประเทศกัลฟ์ที่เป็นหัวใจของการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์การแพทย์ รวมถึงปัญหาของ "อินโดนีเซีย" ที่ผลิตนิกเกิลราวครึ่งหนึ่งของโลก แต่อาจต้องเผชิญภาวะขาดแคลน "กำมะถัน" จากตะวันออกกลางที่จำเป็นต่อการผลิตนิกเกิลสำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ขณะที่ประเทศในแอฟริกาตะวันออกที่พึ่งพาการส่งออกบริการและการส่งเงินกลับจากกลุ่มประเทศกัลฟ์จะได้รับผลกระทบจากความต้องการที่อ่อนแอลงและคอขวดด้านโลจิสติกส์
เงินเฟ้อที่คุมยาก และภาวะการเงินที่ตึงตัว
หากราคาพลังงานและอาหารทรงตัวอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน จะกลายเป็นเชื้อเพลิงกระตุ้นเงินเฟ้อทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศยากจนที่ประชาชนมีค่าใช้จ่ายด้านอาหารสูงถึง 36% ของรายได้ (เทียบกับ 20% ในตลาดเกิดใหม่ และ 9% ในประเทศพัฒนาแล้ว) ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือหากภาคธุรกิจและประชาชนเชื่อว่าเงินเฟ้อจะสูงต่อเนื่อง (Inflation Expectations) พวกเขาจะนำปัจจัยนี้ไปปรับเพิ่มค่าจ้างและราคาสินค้า ซึ่งจะยิ่งทำให้การคุมเงินเฟ้อทำได้ยากขึ้นโดยไม่เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่รุนแรง
ในด้านการเงิน ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลง ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) พุ่งสูงขึ้นและมีความผันผวนเพิ่มขึ้น แม้การเทขายในตลาดยังไม่รุนแรงเท่ากับวิกฤตโลกครั้งก่อนๆ แต่ได้ทำให้สภาวะทางการเงินทั่วโลกตึงตัวขึ้น ประเทศในยุโรปและตลาดเกิดใหม่เผชิญภาระการชำระหนี้ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะประเทศในแอฟริกาใต้สะฮารา เอเชียใต้ และบางส่วนในตะวันออกกลางที่มีเงินสำรองต่ำและเข้าถึงตลาดทุนได้ยาก จะตกอยู่ในอันตรายจากการขาดดุลการค้าและแรงกดดันต่อค่าเงิน ในขณะที่ประเทศอย่างซาอุดีอาระเบีย ยูเออี บราซิล หรือเอกวาดอร์ ที่มีกันชนและตลาดทุนที่แข็งแกร่งจะสามารถรับแรงกระแทกได้ดีกว่า


