ประชาชนในสหรัฐประท้วง "No King" กว่า 2,300 จุดทั่วสหรัฐ ต้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ 'เนรเทศคน-ทำสงครามอิหร่าน'
ประชาชนในสหรัฐลงถนนประท้วงทั่วประเทศ ประณามความพยายามในการเนรเทศผู้คนอย่างรุนแรงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงแสดงการต่อต้านการทำสงครามอิหร่าน และนโยบายอื่นๆ ซึ่งถือเป็นการชุมนุมประท้วง “No Kings” รอบที่ 3 แล้ว
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า มีการจัดชุมนุมมากกว่า 2,300 จุดทั่ว 50 รัฐของสหรัฐ หลังจากการประท้วงสองครั้งก่อนหน้านี้ดึงดูดคนเข้าร่วมได้หลายล้านคน
การประท้วงขนาดใหญ่ที่สุดมีขึ้นในนิวยอร์ก ดัลลัส ฟิลาเดเฟีย และวอชิงตัน แต่งานชุมนุม No Kings ราว 2 ใน 3 เกิดขึ้นในนอกเมืองใหญ่ ผู้จัดชุมนุมบอกว่า การชุมชนขนาดเล็กนอกเมืองใหญ่ก็มีจำนวนผู้เข้าร่วมเพิ่มขึ้นเกือบ 40% เมื่อเทียบกับการชุมนุมครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว
มอร์แกน เทย์เลอร์ ผู้เข้าร่วมชุมนุมวัย 45 ปี ในวอชิงตันกับลูกชายวัย 12 ปี กล่าวว่า เธอไม่พอใจปฏิบัติการทางทหารของทรัมป์ในอิหร่านอย่างมาก และเธอเรียกมันว่าเป็น "สงครามโง่ๆ"
“ไม่มีใครมาโจมตีเรา” เทย์เลอร์กล่าว “เราไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นั่น”
การชุมนุมประท้วง “No Kings” ในมินนิโซตา
ในรัฐมินนิโซตา ซึ่งเป็นจุดปะทะสำคัญในการปราบปรามการเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายของทรัมป์ มีการชุมนุมครั้งใหญ่เกิดขึ้นนอกอาคารรัฐสภาในเมืองเซนต์พอล ผู้คนจำนวนมากชูป้ายที่มีรูปถ่ายของเรเน กู๊ด และอเล็กซ์ เพรตติ พลเมืองสหรัฐที่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลางยิงเสียชีวิตในเมืองมินนิอาโพลิสเมื่อต้นปีที่ผ่านมา
ทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นรองประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตในปี 2024 กล่าวกับฝูงชนว่า การต่อต้านทรัมป์และนโยบายของเขา ทำให้ผู้ชุมนุมเป็น “หัวใจและจิตวิญญาณ” ของทุกสิ่งที่ดีงามเกี่ยวกับสหรัฐ
“พวกเขาเรียกเราว่าพวกหัวรุนแรง” วอลซ์กล่าว “คุณพูดถูกแล้ว เราถูกทำให้เป็นหัวรุนแรง – ถูกทำให้เป็นคนหัวรุนแรงจากความเห็นอกเห็นใจ ถูกทำให้เป็นคนหัวรุนแรงจากการมีศีลธรรมถูกทำให้เป็นคนหัวรุนแรงจากการยึดหลักกระบวนการยุติธรรม ถูกทำให้เป็นหัวคนรุนแรงด้วยการยึดมั่นประชาธิปไตย และถูกทำให้เป็นคนหัวรุนแรงจากการที่ทำทุกวิถีทางเพื่อต่อต้านเผด็จการ”
ด้านวุฒิสมาชิกเบอร์นี แซนเดอร์ส จากรัฐเวอร์มอนต์ ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์ และเคยลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตในปี 2016 และ 2020 ก็ได้กล่าวปราศรัยในงานชุมนุมที่รัฐมินนิโซตาด้วย
นอกจากนี้ บรูซ สปริงสตีน นักดนตรี ได้แสดงเพลง “Streets of Minneapolis” ซึ่งเป็นเพลงบัลลาดที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายปราบปรามผู้อพยพของทรัมป์ และไว้อาลัยต่อการเสียชีวิตของกู๊ดและเพรตติ
“เราจะไม่ยอมให้ประเทศนี้ตกต่ำลงสู่ระบอบเผด็จการหรือคณาธิปไตยในอเมริกา” แซนเดอร์ส ผู้ชุมนุมคนหนึ่งกล่าว “พวกเรา ประชาชน จะเป็นผู้ปกครอง”
ขณะที่คณะกรรมการสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกันแห่งชาติวิพากษ์วิจารณ์นักการเมืองและผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตที่สนับสนุนการชุมนุมดังกล่าว
“การชุมนุมแสดงความเกลียดชังอเมริกาเหล่านี้เป็นเวทีแสดงภาพสุดโต่งและวิปลาสที่สุดของฝ่ายซ้ายจัดและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครตก็ถูกชี้นำ” ไมค์ มาริเนลลา โฆษกของคณะกรรมการกล่าวในแถลงการณ์
การชุมนุมประท้วง “No Kings” ในนิวยอร์ก
สำหรับการชุมนุมใน นิวยอร์ก ตำรวจคาดว่า มีคนเข้าร่วมหลายหมื่นคน กินพื้นที่ยาวกว่า 10 ช่วงตึกในย่านมิดทาวน์แมนฮัตตัน
โรเบิร์ต เดอ นิโร นักแสดงและหนึ่งในผู้จัดงาน กล่าวว่า ไม่มีประธานาธิบดีคนใดก่อนหน้าทรัมป์ที่ก่อให้เกิด “ภัยคุกคามต่อเสรีภาพและความมั่นคงอย่างร้ายแรงเช่นนี้”
ฮอลลี่ เบมิส วัย 54 ปี กล่าวว่า เธอและผู้เข้าร่วมการชุมนุมในนิวยอร์กคนอื่นๆ กำลังแสดงออกด้วยจิตวิญญาณเดียวกับบรรพบุรุษของเธอที่ต่อสู้ในสงครามปฏิวัติอเมริกา
การชุมนุมประท้วง “No Kings”ในกรุงวอชิงตัน
ส่วนการชุมนุมในเนชั่นแนล มอลล์ ในกรุงวอชิงตัน กลุ่มฝูงชนตะโกนสโลแกนสนับสนุนประชาธิปไตยและถือป้ายต่อต้านทรัมป์ ขณะเดียวกันด้านนอกศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในอาคารสูงแห่งหนึ่งในเชวี เชส รัฐแมริแลนด์ กลุ่มผู้สูงอายุที่นั่งรถเข็นถือก็ป้ายเชิญชวนให้รถที่สัญจรผ่านไปมาแสดงการ “ต่อต้านเผด็จการ” ด้วยการ “บีบแตรถ้าคุณต้องการประชาธิปไตย” และมีป้ายคำว่า “ขับไล่ทรัมป์” ด้วย
การชุมนุมประท้วง “No Kings”ในดัลลัส
ขณะที่ในดัลลัส ซึ่งมีคนเข้าร่วมชุมนุมหลายพันคน เกิดการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ประท้วง No Kings และกลุ่มต่อต้านการชุมนุม รวมถึงกลุ่มที่นำโดยเอนริเก ทาร์ริโอ อดีตผู้นำขององค์กรขวาจัด Proud Boys และด้วยความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในที่สุดตำรวจดัลลัสก็จับกุมผู้ประท้วงได้หลายคน
คริส เบรนเดล ผู้ประท้วงในดัลลัสกล่าวว่า นโยบายของทรัมป์ก่อให้เกิดการต่อต้าน
“สิ่งหนึ่งที่ผมต้องชมเชยทรัมป์คือการระดมผู้เห็นต่าง” เบรนเดลกล่าว
การชุมนุมประท้วง “No Kings”ในลอสแอนเจลิส
ในลอสแอนเจลิส เทเรซา กันเนลล์ พลเมืองวัยเกษียณในเบอร์แบงก์ รัฐแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่าเธอเข้าร่วมการชุมนุมนี้ เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนต้องยืนหยัดต่อต้านเผด็จการ ฟาสซิสต์ และความโลภ
“สิ่งที่ทรัมป์ทำก็คือทำให้ตัวเองร่ำรวยขึ้น ในขณะที่เอาเปรียบชาวอเมริกันทั่วไป” กันเนลล์กล่าว
ด้านกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิรายงานเมื่อวันเสาร์ (28 มี.ค.) ว่า มีคนถูกจับกุม 2 คนในข้อหาทำร้ายเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลาง จากเหตุการณ์ที่มี “ผู้ก่อจลาจล” กว่า 1,000 คนล้อมอาคารของรัฐบาลกลาง
กระทรวงฯ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ 2 นายได้รับบาดเจ็บจากการถูกขว้างด้วยก้อนปูนซีเมนต์และกำลังอยู่ระหว่างการรักษาพยาบาล
ด้านกรมตำรวจลอสแอนเจลิสโพสต์ในโซเชียลมีเดียว่า มีผู้ประท้วงหลายคนถูกจับกุมในข้อหาไม่ยอมสลายการชุมนุมจากพื้นที่ใกล้เรือนจำของรัฐบาลกลาง เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางจึงใช้แก๊สน้ำตาควบคุมฝูงชนหลังจากมีคนบางกลุ่มขว้างปาสิ่งของข้ามรั้ว
การชุมนุมนี้เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะมีขึ้นในเดือน พ.ย.ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดอำนาจของรัฐสภาสหรัฐ และที่น่ากังวลคือ ผู้จัดดการชุมนุมบอกว่า ในรัฐที่เป็นฐานเสียงของพรรครีพับลิกันมีคนออกมาชุมนุมเพิ่มมากขึ้นเช่น ไอดาโฮ ไวโอมิง มอนแทนา และยูทาห์ และนี่อาจมีผลต่อการเลือกตั้งกลางเทอม
ผลสำรวจของรอยเตอร์/อิปซอสระบุว่า คะแนนความนิยมของทรัมป์ลดลงเหลือ 36% ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่เขากลับมาดำรงตำแหน่งในทำเนียบขาว
ทั้งนี้ ตามการวิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งข่าวสาธารณะที่เผยแพร่ของ จี. เอลเลียต มอร์ริส นักข่าวข้อมูลชื่อดัง พบว่า การประท้วง “No Kings” ที่มีขึ้นครั้งแรกในวันเกิดของทรัมป์ เมื่อวันที่ 14 มิถุนายนปีที่แล้ว มีผู้เข้าร่วมประมาณ 4 - 6 ล้านคน ในกว่า 2,100 จุดชุมนุมทั่วประเทศ ต่อมาการชุมนุมครั้งที่ 2 มีขึ้นในเดือนตุลาคม มีผู้เข้าร่วมประมาณ 7 ล้านคน ในกว่า 2,700 เมือง





