วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

จับตา ‘ฟองสบู่’ เจมี่ ไดมอน ชี้เศรษฐกิจสหรัฐคล้ายช่วงก่อนปี 2008

จับตา ‘ฟองสบู่’ เจมี่ ไดมอน ชี้เศรษฐกิจสหรัฐคล้ายช่วงก่อนปี 2008

ซีเอ็นบีซีรายงานว่า “เจมี่ ไดมอน” ซีอีโอ ของเจพีมอร์แกน เชส (JPMorgan Chase & Co.)  มีความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐ จากราคาสินทรัพย์ที่สูงขึ้นและสภาพแวดล้อมการแข่งขันในภาคการธนาคารที่ดุเดือด ทำให้เขานึกถึงช่วงก่อนวิกฤติปี 2008

แม้ว่าเหล่านักเศรษฐศาสตร์จะมองว่า นโยบายของทรัมป์ และการลดกฎระเบียบบางส่วนลง อาจเป็นปัจจัยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ แต่ไดมอนกลับมองต่าง และเตือนว่าในขณะที่ความคาดหวังของคนในตลาดสูงขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนเริ่มรู้สึกสบายใจ จนเริ่ม "ชะล่าใจ" ว่าจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้น  

ไดมอนมองว่า สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ วัฎจักรทางเศรษฐกิจที่กำลังพลิกกลับด้าน ซึ่งจะนำไปสู่การ "ผิดนัดชำระหนี้" ของผู้กู้จำนวนมาก 

 ในขณะที่ดัชนี S&P 500 ยังคงอยู่ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ความกลัวว่าโมเดล AI จาก Anthropic และ OpenAI จะเข้ามาดิสรัปต์อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ได้เริ่มทำให้ตลาดปั่นป่วน โดยเฉพาะเมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่บริษัท Blue Owl ต้องรีบขายสินทรัพย์เพื่อหาเงินมาคืนนักลงทุนที่แห่ถอนทุนคืน จนสร้างความตื่นตระหนกไปทั้งตลาด

โดมิโนลามสู่ยักษ์ใหญ่

เหตุการณ์ของ Blue Owl ไม่ได้จบแค่ที่เดียว แต่ยังลามไปฉุดหุ้นของกลุ่มบริษัทจัดการสินทรัพย์ทางเลือกยักษ์ใหญ่อย่าง Apollo, KKR และ Blackstone ให้ร่วงลงตามไปด้วย ทำให้นักสังเกตการณ์หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า นี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของ "ขาลง" ในตลาดสินเชื่อในวงกว้างหรือไม่

 ไดมอนกล่าวว่า ในทุกวิกฤติมักจะมีเรื่องที่น่าประหลาดใจเสมอ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด "ในปี 2008-2009 ไม่มีใครคิดว่าจะเป็นกลุ่มสาธารณูปโภคหรือโทรศัพท์ แต่รอบนี้อาจจะเป็นกลุ่มซอฟต์แวร์ เพราะผลกระทบจาก AI"

เมื่อถูกถามถึงความเหมือนกับปี 2008 ไดมอนตอบว่าบรรยากาศตอนนี้คล้ายกับช่วง 3 ปีก่อนเกิดวิกฤตครั้งนั้นมาก คือทุกคนกำลังทำเงินได้มหาศาล ทุกคนใช้เงินกู้  จนเกินตัว และมองว่าท้องฟ้าไม่มีขีดจำกัด เขาชี้ว่าสถาบันการเงินบางแห่งกำลัง "ทำเรื่องโง่ๆ" ด้วยการไล่ล่ารายได้จากดอกเบี้ยอย่างไม่ลืมหูลืมตา โดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่