สงคราม 5 ปี พ่นพิษ บิ๊กธุรกิจ 'รัสเซีย' ระส่ำ เครมลินในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ตบเท้าขอเงินอุดหนุนจากรัฐ อุดช่องโหว่หนี้ท่วม พร้อมบีบลดภาษี-อุดหนุนดอกเบี้ย
บลูมเบิร์กรายงานว่า บรรดายักษ์ใหญ่ทางธุรกิจใน “รัสเซีย” กำลังตบเท้าเข้าคิวขอความช่วยเหลือทางการเงินและมาตรการลดหย่อนภาษีจากรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ทำเนียบเครมลินเองกำลังประสบปัญหาการขาดดุลงบประมาณที่พุ่งสูงขึ้นจากการทุ่มทรัพยากรไปกับสงครามในยูเครน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการพยุงเศรษฐกิจในภาพรวม
อุตสาหกรรมเหล็กเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ส่งสัญญาณเตือน โดยกลุ่มล็อบบี้ผู้ผลิตเหล็กได้ยื่นข้อเสนอขอเว้นภาษีสรรพสามิตเหล็กดิบและภาษีการสกัดแร่เหล็กเพื่อรักษาผลกำไรที่กำลังดิ่งลง
ข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อระบุว่า หากรัฐบาลอนุมัติตามคำร้องนี้ จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้งบประมาณประมาณ 1 หมื่นล้านรูเบิล หรือราว 129 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน ซึ่งถือเป็นภาระหนักในช่วงที่รัฐต้องการรายได้
ด้านภาคคมนาคมและอสังหาริมทรัพย์ก็เผชิญความท้าทายเช่นกัน โดยสำนักข่าว Tass อ้างคำกล่าวของรองนายกรัฐมนตรี วิทาลี ซาเวลเยฟ ว่ากระทรวงคมนาคมเตรียมจัดสรรเงินหนุน 6.5 หมื่นล้านรูเบิล ให้กับการรถไฟรัสเซีย ซึ่งคิดเป็นเพียง 1 ใน 3 ของงบฉุกเฉิน 2 แสนล้านรูเบิล ที่ทางรถไฟร้องขอไปเมื่อปลายปีที่แล้วเพื่อพยุงหนี้และต้นทุนที่สูงขึ้น
ขณะที่ Samolet Group ยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาก็เพิ่งยื่นขอเงินช่วยเหลือ 5 หมื่นล้านรูเบิล เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ราคาบ้านในโครงการใหม่พุ่งสูงจนประชาชนเอื้อมไม่ถึง
เทียบเท่าวิกฤติการเงินปี 2008
สถานการณ์ในปัจจุบันถูกเปรียบเทียบกับวิกฤติการเงินปี 2008 และปี 2014 แต่มีความแตกต่างที่น่ากังวล เนื่องจากในอดีตรัสเซียยังมีสายสัมพันธ์กับตลาดทุนตะวันตกและมีเงินสำรองล้นมือ
แต่ปัจจุบันสงครามที่ยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 5 ได้บั่นทอนทรัพยากรไปมหาศาล ประกอบกับการที่ธนาคารกลางคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 16% หลังจากเคยพุ่งไปถึง 21% เพื่อสกัดเงินเฟ้อ ยิ่งทำให้การกู้ยืมของภาคธุรกิจทำได้ยากลำบากขึ้น
งบประมาณของรัฐบาลรัสเซียกำลังถูกบีบจากทุกทาง ทั้งจากราคาน้ำมันโลกที่อ่อนตัวลง และการที่ต้องขายน้ำมันดิบในราคาลดพิเศษให้กับคู่ค้าบางกลุ่ม
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่รัฐยังต้องเร่งระดมทุนถึง 1.2 ล้านล้านรูเบิล เพื่อพยุงงบประมาณ ในขณะที่เงินสำรองสภาพคล่องในกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (NWF) เริ่มลดลงจนแตะระดับวิกฤติ จนรัฐบาลต้องออกพันธบัตรที่มีต้นทุนดอกเบี้ยสูงเพื่อมาอุดช่องว่างการขาดดุล
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า รัฐบาลอาจช่วยไม่ได้ทุกคน โดย ดมิทรี โปเลโวย์ จาก Astra Asset Management และ โอลกา เบเลนกายา นักเศรษฐศาสตร์จาก Finam มองว่ารัฐบาลจะเลือกช่วยเฉพาะกลุ่มที่มีความสำคัญลำดับต้นๆ เท่านั้น และอาจผลักภาระไปให้ธนาคารพาณิชย์รับความเสี่ยงผ่านการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำแทน ซึ่งจะบีบให้บริษัทที่อ่อนแอต้องตัดสินใจทางธุรกิจที่เจ็บปวด เช่น การขายสินทรัพย์ ลดต้นทุน หรือแม้แต่การเปลี่ยนมือเจ้าของกิจการ
แม้แต่ภาคอุตสาหกรรมถ่านหินก็ยังไม่ได้รับเงินสดโดยตรง วลาดิสลาฟ อิโนเซมต์เซฟ ที่ปรึกษาพิเศษระบุว่ารัฐบาลเลือกใช้การปรับโครงสร้างภาษีและการช่วยค่าขนส่งแทน เช่นกรณีของ Mechel PJSC ที่ได้รับอนุมัติให้เลื่อนจ่ายภาษีมูลค่า 1.3 หมื่นล้านรูเบิลเมื่อปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลรัสเซียในปัจจุบันพยายามหลีกเลี่ยงการควักเงินสดจากคลังโดยตรง และอาจปล่อยให้เกิดการควบรวมกิจการหรือปิดตัวของบริษัทที่มีประสิทธิภาพต่ำ เพื่อประคองเศรษฐกิจในระยะยาว
อ้างอิง Bloomberg





