‘ดอลลาร์’ ยังแกร่ง ถูกใช้ทำธุรกรรมโลกสูงเป็นประวัติการณ์ ครองสัดส่วน 50.5% แม้เผชิญความผันผวนจากนโยบาย 'ทรัมป์'
บลูมเบิร์กรายงานอ้างผลสำรวจจาก Swift หรือSociety for Worldwide Interbank Financial Telecommunication ว่าสกุล “เงินดอลลาร์” ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำในระบบการค้าโลกไว้ได้อย่างเหนียวแน่น แม้ว่านโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะสร้างความไม่แน่นอนให้กับตลาดอย่างต่อเนื่อง
ดอลลาร์ครองสัดส่วน 50.5%
ข้อมูลล่าสุดจาก Swift ระบุว่า ในเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา ส่วนแบ่งการใช้เงินดอลลาร์ในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 50.5% เพิ่มขึ้นจาก 46.8% ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่มีการปรับปรุงวิธีการจัดเก็บข้อมูลในปี 2566 โดยทิ้งห่างสกุลเงินอื่นอย่างมีนัยสำคัญ
ตัวเลขนี้ยืนยันว่าบทบาทของดอลลาร์ในการเงินโลกยังคงแข็งแรง แม้จะมีความผัวนผวนจากนโยบายภายใต้รัฐบาลทรัมป์ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ของ Bloomberg มีมูลค่าลดลงกว่า 7% ในช่วงปีที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก ธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ (BIS) พบว่า ดอลลาร์ยังคงเป็นคู่สัญญาในธุรกรรมเงินตราต่างประเทศสูงถึง 89% และ ธนาคารกลางสหรัฐหรือ เฟดประมาณการว่าหนี้สกุลเงินต่างประเทศทั่วโลกกว่า 60% ยังคงออกในรูปสกุลเงินดอลลาร์
อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้สัดส่วนของดอลลาร์พุ่งสูงขึ้นในเดือนธันวาคม ส่วนหนึ่งมาจากส่วนแบ่งของ เงินยูโร ที่ลดลงเหลือ 21.9% ซึ่งต่ำที่สุดในรอบปี
อันดับรองลงมาปอนด์สเตอร์ลิง, ดอลลาร์แคนาดา, เยน และหยวนตามลำดับ
ขณะที่ เงินหยวน ของจีนมีสัดส่วนเพียง 2.7% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของปีที่ผ่านมา
นักยุทธศาสตร์จาก JPMorgan นำโดย Luis Oganes ระบุว่า "ดอลลาร์ยังคงครองอำนาจเบ็ดเสร็จในธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ"
อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าในปี 2568 ธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มสะสมทองคำมากขึ้น เพื่อใช้เป็นสินทรัพย์สำรองแทนที่การพึ่งพาสกุลเงินเพียงอย่างเดียว
เครือข่าย Swift ซึ่งเป็นช่องทางหลักที่ธนาคารทั่วโลกใช้สื่อสารและทำธุรกรรมระหว่างกัน รายงานว่าในปี 2567 มีปริมาณการส่งคำสั่งซื้อขายสูงถึง 1.34 หมื่นล้านครั้ง เพิ่มขึ้นจาก 1.19 หมื่นล้านครั้งในปีปีก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้ไม่ได้รวมธุรกรรมทั้งหมดในตลาดเงินที่มีมูลค่าสูงถึง 9.5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อวัน เนื่องจากมีการตัดธนาคารหลักของรัสเซียออกจากระบบไปตั้งแต่ช่วงสงครามยูเครน
อ้างอิง Bloomberg





