วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ส่อง 5 ทางเลือก 'ยุโรป' และ 'บาซูกาเศรษฐกิจ' เครื่องมือตอบโต้ทรัมป์ข่มขู่ยึดกรีนแลนด์

ส่อง 5 ทางเลือก 'ยุโรป' และ 'บาซูกาเศรษฐกิจ' เครื่องมือตอบโต้ทรัมป์ข่มขู่ยึดกรีนแลนด์

เดอะวอลสตรีทเจอร์นัล (WSJ) รายงานเชิงวิเคราะห์ถึงเรื่องนี้ว่า ยุโรปมีตัวเลือกหลากหลาย ตั้งแต่การตอบโต้ทางการค้า การลดความร่วมมือด้านกลาโหม ไปจนถึงการใช้ "เครื่องมือพิเศษที่ไม่เคยถูกนำมาใช้มาก่อน" ซึ่งถูกขนานนามว่า “บาซูกา” เพื่อรับมือกับการบีบบังคับทางภาษีของทรัมป์

แต่ละประเทศที่ทรัมป์ขู่จะใช้มาตรการทางภาษีได้แก่ เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ ฟินแลนด์ และสหราชอาณาจักร แทบจะไม่สามารถทำอะไรได้มากนักกับภาษีนำเข้า 10% ของสหรัฐ แต่ในฐานะของ "สหภาพยุโรป" หรือ EU พวกเขาจะสามารถรวมกลุ่มกันเพื่อตอบโต้หรือต่อรองกลับได้อย่างทรงพลัง หากต้องการตอบโต้อย่างแท้จริง 

ปัจจุบัน อียูมีรายชื่อสินค้าสหรัฐมูลค่ากว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ ที่สามารถนำมาใช้เก็บภาษีตอบโต้ได้อยู่แล้ว อีกทั้งยังมีอำนาจระงับบางส่วนของข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ ซึ่งทรัมป์เคยเรียกว่าเป็น “ดีลขนาดยักษ์”

ในการหารือฉุกเฉินเมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 ม.ค. เอกอัครราชทูตของสหภาพยุโรปยังได้พูดถึงการใช้เครื่องมือพิเศษที่ไม่เคยนำมาใช้มาก่อน หรือที่เรียกว่า “บาซูกา” ซึ่งเปิดทางให้ยุโรปตอบโต้ได้ หากเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากประเทศอื่น

อย่างไรก็ดี ที่ประชุมยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะเลือกแนวทางใด โดยนักการทูตระบุว่ายังมีเวลาสำหรับการเจรจากับสหรัฐ รวมถึงการหารือภายในกลุ่มก่อนที่อียูจะตัดสินใจตอบโต้ โดยผู้นำยุโรปจะประชุมหารือประเด็นนี้อีกครั้งในช่วงปลายสัปดาห์นี้ หลังเสร็จสิ้นการประชุม World Economic Forum ที่ดาวอส ระหว่างวันที่ 19-23 ม.ค. ซึ่งทรัมป์มีกำหนดเข้าร่วมด้วย

ก่อนหน้านี้เมื่อปีที่แล้ว เมื่อครั้งที่ทรัมป์ประกาศมาตรการภาษีตอบโต้ในวันปลดแอกประเทศ เดือนเม.ย. บรรดาผู้นำยุโรปซึ่งหลายประเทศเป็นพันธมิตรในองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) เลือกที่จะชะลอการตอบโต้ เพราะหวังรักษาความร่วมมือทางทหารระหว่างกันเอาไว้ โดยเฉพาะบทบาทของสหรัฐในการสนับสนุน "ยูเครน" แต่การเชื่อมโยงประเด็นการค้าเข้ากับความมั่นคงอย่างเปิดเผยในรอบล่าสุดนี้ กำลังทำให้ยุโรปต้องทบทวนท่าทีใหม่

มุจตาบา เราะห์มาน ผู้อำนวยการฝ่ายยุโรปของบริษัทที่ปรึกษายูเรเซีย กรุ๊ป ระบุว่า "ครั้งนี้สหภาพยุโรปรู้สึกว่าจำเป็นต้องตอบโต้ เพราะต้นทุนที่ต้องจ่ายเพื่อแลกกับการสนับสนุนจากสหรัฐในบริบทนาโตและยูเครนกำลังแพงเกินไป"

อย่างไรก็ตาม เขามองว่าอียูไม่น่าจะดำเนินมาตรการใหญ่ใดๆ ก่อนที่การขู่ขึ้นภาษีใหม่ 10% จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ก.พ. นี้ 

เปิด 5 ทางเลือกตอบโต้ของอียู

1. ชะลอแผนลดภาษีเหลือ 0%

หนึ่งในแนวทางที่เป็นไปได้ก็คือ "การชะลอแผนลดภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐเหลือศูนย์" 

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนส.ค. 2025 ผู้นำของทั้งสองฝ่ายเพิ่งจรดปากกาลงนามข้อตกลงการค้าอียู-สหรัฐ ที่ชื่อว่า The Agreement on Reciprocal, Fair, and Balanced Trade กันไปหมาดๆ ซึ่งมีหัวใจหลักอยู่ที่สหรัฐจะลดภาษีสินค้านำเข้าจากอียูเหลือ 15% และอียูจะลดสินค้านำเข้าสหรัฐบางรายการเหลือ 0% 

แม้จะลงนามเห็นชอบกันไปแล้ว แต่เรื่องนี้ก็ยังต้องรอกระบวนการให้สัตยาบันจากรัฐสภายุโรปก่อน ซึ่งหลังจากที่ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีรอบล่าสุด พรรคฝ่ายค้านหลักๆ ในยุโรปบางกลุ่มได้เรียกร้องให้ระงับกระบวนการให้สัตยาบันไว้ก่อน

2. ขึ้นภาษีตอบโต้สินค้าสหรัฐมูลค่าแสนล้าน

สำหรับแนวทางที่สองที่เป็นไปได้ก็คือ การรื้อรายชื่อสินค้าสหรัฐกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ ที่เคยจัดทำไว้เมื่อปีที่แล้วเพื่อพิจารณาเรื่องเก็บภาษีตอบโต้กลับขึ้นมาอีกครั้ง แม้จะเสี่ยงจุดชนวนการตอบโต้ไปมา แต่แรงกดดันจากประเด็นกรีนแลนด์อาจเพียงพอให้ยุโรปเลือกใช้มาตรการนี้

รายชื่อสินค้าที่จะใช้เก็บภาษีตอบโต้ถูกจัดทำไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ถูกระงับการใช้จนถึงวันที่ 6 ก.พ. เพื่ออหลีกเลี่ยง "สงครามการค้าเต็มรูปแบบ" แต่ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาหารืออีกครั้งเมื่อวันอาทิตย์ พร้อมกับการพิจารณาใช้เครื่องมืออื่นๆ

3. ใช้เครื่องมือใหม่ 'บาซูกาเศรษฐกิจ'

อีกทางเลือกที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด คือการหยิบ “เครื่องมือตอบโต้การบีบบังคับ” (ACI)  ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น “บาซูกาเศรษฐกิจ” มาใช้งานจริงเป็นครั้งแรก 

หลังจากที่อียูเผชิญการใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจจากมหาอำนาจบ่อยครั้งขึ้น จึงได้ออกกฎหมาย ACI ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น “บาซูกาเศรษฐกิจ” ขึ้นในปี 2023 เพื่อเสริมอำนาจต่อรองและปิดช่องโหว่ที่กลไกขององค์การการค้าโลก (WTO) ตอบสนองได้ช้า โดยออกแบบให้เป็นเครื่องมือเชิงป้องปราม ส่งสัญญาณว่าการบีบบังคับทางเศรษฐกิจต่ออียูจะมีต้นทุนสูง และไม่อาจทำได้โดยไม่มีผลกระทบตามมา

อียูสามารถประกาศใช้กฎหมาย ACI กับประเทศที่มีการกระทำเข้าข่าย “การบีบบังคับทางเศรษฐกิจ” หากมีการใช้หรือข่มขู่ใช้มาตรการทางการค้าและการลงทุน เพื่อบีบให้อียูหรือประเทศสมาชิกยอมเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือการตัดสินใจสำคัญ ซึ่งในกรณีที่ปธน.ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีเพื่อบีบให้เดนมาร์กขายกรีนแลนด์ หลายฝ่ายมองว่าเป็นการเข้าข่ายอย่างชัดเจน

อำนาจของ ACI ถือว่ากว้างและรุนแรง โดยเปิดทางให้อียูใช้มาตรการตอบโต้ที่มากกว่าการขึ้นภาษีนำเข้า ตั้งแต่ "การจำกัดหรือระงับใบอนุญาตทางการค้า การเก็บภาษีกับภาคบริการ การจำกัดสิทธิด้านทรัพย์สินทางปัญญา ไปจนถึงการลดหรือปิดโอกาสที่บริษัทจากประเทศเป้าหมายจะเข้าร่วมประมูลงานภาครัฐในอียู" ซึ่งหมายถึงการตัดการเข้าถึงตลาดเดียวที่มีผู้บริโภคถึง 500 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม การจะใช้ ACI จะต้องให้คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ประเมินกรณีการบีบบังคับก่อน จากนั้นประเทศสมาชิกต้องลงมติด้วยเสียงข้างมาก และต้องคิดเป็นอย่างน้อย 65% ของประชากรทั้งหมดของอียู และด้วยความที่ ACI ไม่เคยถูกใช้งานจริง หลายประเทศในอียู โดยเฉพาะเยอรมนีและอิตาลี จึงเตือนว่าไม่ควรรีบใช้เครื่องมือที่รุนแรงเช่นนี้โดยไม่มีฐานกฎหมายและฉันทามติทางการเมืองที่ชัดเจน เพราะอาจสร้างผลกระทบย้อนกลับต่อความสัมพันธ์และบทบาทของสหรัฐในด้านความมั่นคงยุโรป 

4. เพิ่มกำลังทหารป้องกันในกรีนแลนด์

นอกจากนี้ ยุโรปยังอาจเพิ่มกำลังทหารในกรีนแลนด์ เร่งเพิ่มงบกลาโหม หรือจำกัดการใช้ฐานทัพสหรัฐในยุโรป ซึ่งเป็นทางเลือกที่รุนแรงและเสี่ยงต่อการยกระดับความตึงเครียดอย่างมาก

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา เดนมาร์กซึ่งเป็นเจ้าของเกาะกรีนแลนด์ ได้หารือกับประเทศพันธมิตรเรื่องจะเพิ่มกำลังทหารในกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกซ้อมที่ขยายวงกว้างขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากวอชิงตัน โดยรัฐมนตรีกลาโหมเดนมาร์ก โทรเอลส์ ลุนด์ พอลเซน กล่าวว่า “กองกำลังป้องกันประเทศเดนมาร์ก ร่วมกับพันธมิตรในแถบอาร์กติกและยุโรปหลายประเทศ จะสำรวจในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าถึงวิธีการเพิ่มกำลังทหารและกิจกรรมการฝึกซ้อมในแถบอาร์กติก”

เว็บไซต์โพลิติโค รายงานว่า ทางเดนมาร์กจะส่งเครื่องบิน เรือรบ และกำลังพลไปประจำการเพิ่มเติมทั้งในและโดยรอบเกาะกรีนแลนด์ ส่วนเพื่อนบ้านอย่างสวีเดนจะส่งกองกำลังไปในฐานะกลุ่มพันธมิตรนานาชาติ ในปฏิบัติการร่วม Arctic Endurance ขณะที่แหล่งข่าวนักการทูตโรปเปิดเผยว่า กองกำลังจากเนเธอร์แลนด์ แคนาดา เยอรมนี และฝรั่งเศส ก็จะเข้าร่วมด้วยเช่นกันตามคำขอของเดนมาร์ก

แหล่งข่าวระบุว่า “เป้าหมายคือการแสดงให้เห็นว่าเดนมาร์กและพันธมิตรหลักสามารถเพิ่มบทบาทในภูมิภาคอาร์กติกได้” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปฏิบัติงานภายใต้สภาพแวดล้อมเฉพาะของอาร์กติก และเสริมสร้างบทบาทของพันธมิตรในอาร์กติก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงของยุโรปและกลุ่มประเทศแอตแลนติก

5. สานสัมพันธ์กับโลกและจีนมากขึ้นแทน

วอลสตรีทเจอร์นัลระบุว่าสุดท้ายแล้ว ยุโรปอาจหันไปกระชับความร่วมมือทางการค้ากับประเทศอื่นๆ แทน เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐ ทั้งอเมริกาใต้ อินเดีย และออสเตรเลีย รวมถึงอาจทบทวนยุทธศาสตร์ลดความเสี่ยงกับ "จีน" ด้วย

แนวทางหลังนี้เคยถูกพูดถึงมาแล้วว่า สงครามการค้าของทรัมป์กำลังทำให้หลายประเทศทั่วโลกหันไปเดินหน้าทำข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กันมากขึ้นเพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐ ซึ่งยุโรปเองเพิ่งลงนามข้อตกลงการค้าเสรีกับกลุ่ม "เมอร์โคซู" ในอเมริกาใต้ที่นำโดยอาร์เจนตินา บราซิล ปารากวัย และอุรุกวัย ไปเมื่อวันที่ 17 ม.ค. หลังเจรจากันมานานถึง 25 ปี 

ทว่าสำหรับการพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนนั้นอาจยังไม่ง่าย ทั้งสองฝ่ายยังมีการตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าระหว่างกันหลายรายการ แม้ล่าสุดจะเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นบ้างแล้วก็ตาม เมื่อยุโรปประกาศว่าอาจใช้กลไกการตั้งราคาขั้นต่ำสำหรับรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าจากจีนแทนการขึ้นภาษี ซึ่งฝ่ายจีนมองว่าเป็นการหาทางลงให้ปัญหาภาษีรถอีวีจีนอย่างละมุนละม่อม