background-default

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม 2569

Login
Login

โลกใต้เงา ‘เศรษฐี’ คนรวย 1% มั่งคั่งเพิ่มขึ้น 16% กุมอำนาจสื่อ-นโยบายรัฐ

โลกใต้เงา ‘เศรษฐี’ คนรวย 1% มั่งคั่งเพิ่มขึ้น 16% กุมอำนาจสื่อ-นโยบายรัฐ

Oxfam ระบุว่า ความมั่งคั่งของมหาเศรษฐี หรือ 'คนรวย 1%' ความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น 16% มีอำนาจต่อสื่อและนโยบายรัฐ เตือนช่องว่างคนรวย-คนจน กำลังสร้างความแค้นทางการเมืองทั่วโลก

ซีเอ็นบีซีรายงานอ้างถึง รายงานจากองค์กรการกุศลระดับโลก Oxfam ระบุว่าความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นประวัติการณ์ที่ 18.3 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเหล่ามหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยมหาศาลต่างแสวงหาอำนาจ "เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง"

โลกจะมีมหาเศรษฐี 5  ล้านล้านดอลลาร์ ในทศวรรษหน้า

ในปีที่ผ่านมา จำนวนมหาเศรษฐีเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 3,000 คน และโดยรวมแล้วทรัพย์สินของพวกเขามีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 16% หรือคิดเป็นเงินกว่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ 

 นอกจากนี้ Oxfam ยังระบุว่าความมั่งคั่งของกลุ่มมหาเศรษฐีพุ่งสูงขึ้นถึง 81% นับตั้งแต่ปี 2563 โดยนิยามว่าทศวรรษที่ผ่านมาถือเป็น "ทศวรรษที่ดีสำหรับมหาเศรษฐี"

องค์กรการกุศลแห่งนี้ได้เผยแพร่รายงานความเหลื่อมล้ำเพื่อให้สอดคล้องกับการประชุมประจำปี World Economic Forum ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี 2557 โดยปีที่แล้ว Oxfam คาดการณ์ว่าโลกจะมี "เศรษฐีระดับล้านล้าน" อย่างน้อย 5 คนภายในทศวรรษหน้า และได้เรียกร้องให้นโยบายภาษีทั่วโลกบังคับให้คนรวยจ่ายภาษีในสัดส่วนที่เหมาะสม

ในขณะที่คนรวยยิ่งรวยขึ้น แต่อัตรา "ความยากที่ลดลง" กลับชะลอตัวลง ตามเอกสารแถลงข่าวขององค์กรระดับความยากจนในปัจจุบันยังคงวนเวียนอยู่ที่ระดับเดียวกับในปี 2562 

คนรวยกุมอำนวจ 'สื่อ-นโยบานรัฐ'

โลกใต้เงา ‘เศรษฐี’ คนรวย 1% มั่งคั่งเพิ่มขึ้น 16% กุมอำนาจสื่อ-นโยบายรัฐ

Oxfam ยังระบุด้วยว่ากลุ่มคนรวยมหาศาลมักใช้ความมั่งคั่งเพื่อสร้างฐานอำนาจทางการเมืองและการเป็นเจ้าของสื่อ โดยยกตัวอย่างการเข้ามามีส่วนร่วมในรัฐบาลสหรัฐของ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ในช่วงต้นปี 2568 รวมถึงการที่เจฟฟ์ เบซอส (Jeff Bezos) เป็นเจ้าของ The Washington Post และการเข้าซื้อกิจการ CNews สื่อฝรั่งเศสโดยมหาเศรษฐีวินเซนต์ บอลลอเร่ (Vincent Bolloré)

โลกใต้เงา ‘เศรษฐี’ คนรวย 1% มั่งคั่งเพิ่มขึ้น 16% กุมอำนาจสื่อ-นโยบายรัฐ

อามิทาบ เบฮาร์ ผู้อำนวยการบริหารของ Oxfam ระบุในรายงานชื่อ "Resisting the Rule of the Rich: Protecting Freedom from Billionaire Power" หรือ "ต่อต้านการปกครองของคนรวย: ปกป้องเสรีภาพจากอำนาจมหาเศรษฐี" ว่า

อิทธิพลอันล้นหลามที่มหาเศรษฐีมีต่อเหล่านักการเมือง ระบบเศรษฐกิจ และสื่อ ได้ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำให้ลึกยิ่งขึ้น และทำให้การแก้ปัญหาความยากจนหลุดออกจากทิศทางที่ควรจะเป็น

สำหรับการประชุมดาวอสในปีนี้ซึ่งเริ่มขึ้นในวันจันทร์ที่ 19 ม.ค.นี้ จะมีผู้นำรัฐเข้าร่วมราว 65 คน และซีอีโออีกกว่า 850 คน โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐมีกำหนดการกล่าวปราศรัยต่อผู้เข้าร่วมประชุมในวันพุธนี้

เบฮาร์กล่าวว่า ช่องว่างที่กว้างขึ้นระหว่างคนรวยและประชากรส่วนที่เหลือ กำลังสร้างความบกพร่องทางการเมืองที่อันตรายอย่างยิ่งและไม่ยั่งยืน

“รัฐบาลต่าง ๆ กำลังตัดสินใจผิดพลาดที่เลือกเอาอกเอาใจเหล่าชนชั้นนำและปกป้องความมั่งคั่ง ในขณะเดียวกันกลับปิดกั้นสิทธิและเพิกเฉยต่อความโกรธแค้นของประชาชน ที่ต้องเผชิญกับชีวิตที่ยากลำบากและค่าครองชีพที่พุ่งสูงจนเกินรับไหว”

ในปี 2568 ร่างกฎหมายภาษีของทรัมป์   “big beautiful bill”  ได้นำมาตรการลดหย่อนภาษีหลายประการมาใช้กับกลุ่มคนรวย ส่งผลให้ผู้ที่มีรายได้มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ต่อปี มีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 3%

ในทางกลับกัน รายงานจากสถาบัน Ludwig Institute for Shared Economic Prosperity ในปี 2566 ระบุว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ไม่สามารถแบกรับค่าครองชีพขั้นพื้นฐานได้อีกต่อไป  

จากข้อมูลสำมะโนประชากรของสหรัฐที่เผยแพร่ในเดือนกันยายน พบว่ามีชาวอเมริกันประมาณ 10% ที่ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้เส้นความยากจนในปี 2567

Oxfam เรียกร้องให้รัฐบาลจัดทำแผนลดความเหลื่อมล้ำระดับชาติ เก็บภาษีมหาเศรษฐีเพื่อลดอำนาจผูกขาด และให้ความสำคัญกับการสร้าง "แนวกันไฟ" ระหว่างอำนาจการเมืองและความมั่งคั่งให้แข็งแกร่งขึ้น รวมถึงการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกให้ดียิ่งขึ้น

รายงานฉบับนี้ออกมาในช่วงเวลาที่มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,500 รายในอิหร่าน นับตั้งแต่การประท้วงวิกฤตเศรษฐกิจที่เรื้อรังเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนก่อน โดย Oxfam ระบุว่าในปีที่แล้วมีการประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่กว่า 140 ครั้งใน 68 ประเทศ ซึ่งมักจะถูกเจ้าหน้าที่ตอบโต้ด้วยความรุนแรง

"การยากจนทางเศรษฐกิจทำให้เกิดความหิวโหย แต่การยากจนทางอำนาจทางการเมืองทำให้เกิดความแค้น" เบฮาร์กล่าว

นอกจากนี้ รายงานของ Oxfam ยังระบุว่าประเทศที่ร่ำรวยกำลัง "ตัดงบประมาณช่วยเหลือเร็วกว่าและมากกว่าที่เคยเป็นมา" ซึ่งการปรับลดเหล่านี้ รวมถึงการสั่งปิดหน่วยงาน USAID อาจนำไปสู่การเสียชีวิตเพิ่มขึ้นถึง 14 ล้านคนภายในปี  2573