จับทางทรัมป์ ปี 2026 เดินเกมรุก หลังเวเนซุเอลา ‘โคลอมเบีย-อิหร่าน-กรีนแลนด์’ อาจเป็นรายต่อไป

จับทางทรัมป์ ปี 2026 เดินเกมรุก หลังเวเนซุเอลา ‘โคลอมเบีย-อิหร่าน-กรีนแลนด์’ อาจเป็นรายต่อไป

จับทางประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เซอร์ไพรส์ ปี 2026 เดินเกมยุทธศาสตร์เชิงรุก โค่นผู้นำเวเนซุเอลา คาด ‘โคลอมเบีย-อิหร่าน-กรีนแลนด์’ อาจเป็นรายต่อไป

ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐ ที่นำไปสู่การจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของ เวเนซุเอลา และการประกาศเข้าบริหารประเทศเวเนซุเอลาของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นเหตุการณ์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก ก่อให้เกิดข้อถกเถียงเรื่องการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และเกิดคาดการณ์ต่างๆ นานา ว่า ทรัมป์มีแผนจะยึดครองดินแดนหรือแทรกแซงรัฐบาลของประเทศใดอีก 

นักวิเคราะห์เริ่มจับตาท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และคาดว่า สหรัฐอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่เวเนซุเอลา แต่กำลังเปิดฉากยุทธศาสตร์เชิงรุกต่อประเทศ และดินแดนอื่นๆ ที่ถูกมองว่าเป็นภัยต่อผลประโยชน์ของวอชิงตัน

เวเนซุเอลา : เชือดไก่ให้ลิงดู

สถานะ : ถูกโค่นผู้นำ
เป้าหมาย : กดดันอุตสาหกรรมน้ำมัน เปลี่ยนระบอบปกครอง

ตอนนี้มาดูโรกำลังถูกพิจารณาคดียาเสพติดในนิวยอร์ก และเจ้าตัวปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ชี้ "บริสุทธิ์"

ขณะที่ก่อนหน้านี้ทรัมป์ยืนยันอย่างชัดเจนว่า สหรัฐจะ “เข้าควบคุม” เวเนซุเอลา หลังการจับกุมมาดูโร โดยให้เหตุผลเรื่องการปราบปรามเครือข่ายค้ายาเสพติด และการเข้าถึงแหล่งน้ำมันสำรองขนาดใหญ่

พร้อมส่งสัญญาณว่าจะให้บริษัทอเมริกันเข้าไปฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกมองว่าเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงระบอบด้วยกำลัง ซึ่งสร้างความวิตกต่อหลายประเทศที่มีความขัดแย้งกับสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม รูบิโอบอกว่าสหรัฐไม่ได้จะเข้าไปบริหารเวเนซุเอลา จริงๆ เพียงต้องการกดดันอุตสาหกรรมน้ำมันด้วยการปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตร และหวังให้รัฐบาลชุดเดิมของเวเนซุเอลา ดำเนินนโยบายไปในทิศทางที่ต่อผลประโยชน์สหรัฐ และประชาชนเวเนซุเอลา

โคลอมเบีย : เป้าหมายถัดไปในลาตินอเมริกา?

สถานะ : สหรัฐขู่ใช้กำลังทหาร
เป้าหมาย : กวาดล้างขบวนการค้ายาเสพติด และกดดันผู้นำฝ่ายซ้าย

ทรัมป์กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า โคลอมเบีย เป็นประเทศที่ “อันตราย” และบริหารโดยผู้นำที่เชื่อมโยงกับการผลิต และส่งออกโคเคนไปยังสหรัฐ

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ของปฏิบัติการทางทหาร ทรัมป์ตอบเพียงว่า “ฟังดูเข้าท่า” ซึ่งถ้อยคำดังกล่าวถูกตีความว่า โคลอมเบียอาจเป็นประเทศต่อไปในลิสต์การแทรกแซงของวอชิงตัน หากรัฐบาลสหรัฐเห็นว่าไม่สามารถจัดการปัญหายาเสพติดด้วยวิธีอื่นได้

กรีนแลนด์ : แดนยุทธศาสตร์สำคัญ

สถานะ : สหรัฐพยายามผนวกดินแดน
เป้าหมาย : ความมั่นคงทางทหาร และทรัพยากรแร่ธาตุในอาร์กติก

นอกเหนือจากลาตินอเมริกา ทรัมป์ยังย้ำซ้ำๆ หลายครั้งว่า สหรัฐ “จำเป็นต้องมีกรีนแลนด์” โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ที่ตั้ง กรีนแลนด์ ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์อาร์กติก และความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ

แต่กรีนแลนด์จะเป็นดินแดนปกครองตนเองภายใต้ราชอาณาจักรเดนมาร์ก และ เดนมาร์ก ได้ออกมาคัดค้านอย่างแข็งกร้าวว่า สหรัฐไม่มีสิทธิผนวกดินแดนดังกล่าว ซึ่งล่าสุดนายกรัฐมนตรีเดนมาร์กเรียกร้องให้ทรัมป์เลิกขู่ยึดกรีนแลนด์ได้แล้ว

ขณะที่ทรัมป์ยังไม่ตัดความเป็นไปได้ในการใช้กำลังทางทหารเข้าครอบครองกรีนแลนด์ ทำให้ความตึงเครียดระหว่างสองพันธมิตรนาโตเพิ่มสูงขึ้น และก่อให้เกิดคำถามถึงเสถียรภาพของระบบพันธมิตรตะวันตก

อิหร่าน : เสี่ยงขยับสัมพันธ์สู่สงคราม

สถานะ : สหรัฐกดดันขั้นสูงสุด/โจมตีโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์
เป้าหมาย : บีบให้ยอมจำนนหรือเปลี่ยนระบอบตามรอยเวเนซุเอลา

การโค่นมาดูโรจากอำนาจด้วยกำลังทหารนั้น เกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พบกับ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล และขู่จะโจมตี อิหร่าน รอบใหม่

หลังจับตัวมาดูโร นักการเมืองอิสราเอล และนักวิเคราะห์ต่างเตือนว่า อิหร่านควรจับตาสิ่งที่เกิดขึ้นในเวเนซุเอลาอย่างใกล้ชิด ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การแสดงแสนยานุภาพของทรัมป์ต่อเวเนซุเอลา อาจเพิ่มความเสี่ยงเกิด "สงคราม" ระหว่าง "สหรัฐกับอิหร่าน" โดยเฉพาะเมื่อเตหะรานเป็นพันธมิตรสำคัญของผู้นำเวเนซุเอลาที่ถูกโค่น

ขณะที่เครือข่ายกองกำลังติดอาวุธที่อ่อนกำลังลงของอิหร่าน เช่น ฮิซบอลเลาะห์ และอดีตผู้นำซีเรีย บาชาร์ อัล อัดซาด ถูกโค่น ทำให้อิทธิพลของอิหร่านอ่อนแอลง

ส่วนการกระทำของสหรัฐต่อเวเนซุเอลา อิหร่านได้ออกมาประณามว่าเป็น “การรุกรานผิดกฎหมาย” และย้ำว่าจะไม่ยอมจำนนต่อศัตรู และจะให้ศัตรูยอมศิโรราบ

จากความเคลื่อนไหวของสหรัฐต่อโคลอมเบีย กรีนแลนด์ และอิหร่าน จะเห็นได้ว่า นโยบายต่างประเทศของทรัมป์กำลังขยับจากการข่มขู่เชิงวาจาไปสู่การใช้กำลังจริงมากขึ้น หลังสหรัฐโค่นอำนาจมาดูโร แม้แนวทางดังกล่าวอาจตอบโจทย์ผู้สนับสนุนสายแข็งภายในประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความเสี่ยงสร้างความขัดแย้งระดับภูมิภาค และระดับโลก

ตอนนี้ยังคงเกิดคำถามใหญ่ต่ออนาคตของกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักอธิปไตยของรัฐ

หรือนี่คือ การสร้างบรรทัดฐานการขยายอำนาจใหม่

หากสหรัฐทำได้ แล้วประเทศอื่นจะทำได้หรือไม่ ยังคงต้องจับตาดูกันต่อไป

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์