ตอนนี้ใครคุม “น้ำมันเวเนซุเอลา” สหรัฐจะเข้าไปแทรกแซงอย่างไร

ตอนนี้ใครคุม “น้ำมันเวเนซุเอลา” สหรัฐจะเข้าไปแทรกแซงอย่างไร

ใครคุม “น้ำมันเวเนซุเอลา” ในวันที่มาดูโรถูกจับกุมและการส่งออกหยุดชะงัก นักวิเคราะห์ชี้ PDVSA ยังเป็นผู้กุมอำนาจจริง แต่อนาคตอุตสาหกรรมขึ้นอยู่กับทิศทางการเมืองและความสัมพันธ์กับสหรัฐ

เว็บไซต์ซีเอ็นบีซี วิเคราะห์ถึงสถานการณ์น้ำมันในเวเนซุเอลาที่ทั่วโลกกำลังจับตามองภายหลังการจับกุมตัวมาดูโร ว่า สถานการณ์ปัจจุบันกำลังบังคับให้นักลงทุนต้องประเมินใหม่ว่า "ใครเป็นผู้ควบคุมทรัพยากรน้ำมันดิบของประเทศ" และมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดที่จะฟื้นฟูอุตสาหกรรมนี้อย่างมีนัยสำคัญ หลังจากเสื่อมถอยมานานหลายทศวรรษ

ในระยะสั้น คำตอบอาจดูตรงไปตรงมา แอนดี ไลโปว์ ประธานบริษัทไลโปว์ ออยล์ แอสโซซิเอทส์ กล่าวว่า บริษัทน้ำมันแห่งชาติของรัฐ  Petróleos de Venezuela (PDVSA) เป็นผู้ควบคุมกำลังการผลิตและปริมาณน้ำมันสำรองส่วนใหญ่ของประเทศ

ล่าสุด บริษัทน้ำมันแห่งชาติ PDVSA เริ่มประกาศลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบ เนื่องจากพื้นที่จัดเก็บใกล้เต็ม หลังเผชิญการปิดล้อมการส่งออกน้ำมันของสหรัฐ ซึ่งทำให้การส่งออกหยุดชะงักโดยสิ้นเชิง และยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลเฉพาะกาลที่กำลังพยายามยึดอำนาจไว้ ท่ามกลางการข่มขู่ของสหรัฐว่าจะใช้ปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติม

แม้ปัจจุบันบริษัทพลังงานสหรัฐอย่าง "เชฟรอน" (Chevron) บริษัทน้ำมันหนึ่งเดียวจากสหรัฐ จะดำเนินกิจการในเวเนซุเอลาผ่านการผลิตของตนเองและการร่วมทุนกับ PDVSA ขณะที่บริษัทจากรัสเซียและจีนก็มีส่วนร่วมผ่านความร่วมมือเช่นกัน แต่ “อำนาจควบคุมส่วนใหญ่ยังคงอยู่กับ PDVSA”

หากประธานาธิบดีทรัมป์ ประสบความสำเร็จในการ "ผลักดันให้เกิดรัฐบาลเวเนซุเอลาที่เป็นมิตรกับสหรัฐ" และเอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น เชฟรอนจะเป็นบริษัทที่อยู่ในตำแหน่งได้เปรียบที่สุดในการเข้าควบคุมบทบาทด้านน้ำมันของเวเนซุเอลา เนื่องจากมีฐานการดำเนินงานอยู่แล้วในประเทศ

เวเนซุเอลาโอนอุตสาหกรรมน้ำมันเป็นของรัฐในทศวรรษ 1970 ซึ่งนำไปสู่การก่อตั้ง PDVSA ข้อมูลจากบริษัทไลโปว์ระบุว่า การผลิตน้ำมันที่เคยแตะจุดสูงสุดที่ราว 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 1997 ทรุดตัวลงเหลือเพียงประมาณ 950,000 บาร์เรลต่อวันในปัจจุบัน โดยมีการส่งออกประมาณ 550,000 บาร์เรลต่อวัน

ความเห็นนี้สอดคล้องกับ ซอล คาโวนิก หัวหน้าฝ่ายวิจัยพลังงานของบริษัท MST Financial ที่ระบุว่า หากเวเนซุเอลามีรัฐบาลที่เป็นมิตรกับสหรัฐและสนับสนุนการลงทุนมากขึ้น เชฟรอนจะเป็นบริษัทที่ “อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุด” ในการขยายบทบาท นอกจากนี้ บริษัทพลังงานยุโรปอย่าง เรปโซล (Repsol) จากสเปน และเอนิ (Eni) จากอิตาลี ก็อาจได้รับประโยชน์เช่นกัน จากการที่มีฐานการลงทุนอยู่แล้วในเวเนซุเอลา

เมื่อวันที่ 5 ม.ค. หุ้นกลุ่มพลังงานปิดบวกกันแบบพุ่งทะยานในตลาดหุ้นสหรัฐ จากความเชื่อว่าบริษัทเหล่านี้จะได้รับประโยชน์จากการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันในเวเนฯ นำโดยหุ้น Chevron พุ่งขึ้น 5.1%, Exxon Mobil เพิ่มขึ้น 2.2% ขณะที่ Halliburton และ SLB ปรับตัวสูงขึ้น 7.8% และเกือบ 9% ตามลำดับ 

ผลกระทบต่อตลาดน้ำมันโลก

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเตือนว่า การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองใดๆ อาจส่งผลกระทบต่อ "ห่วงโซ่การค้า" ที่ทำให้น้ำมันเวเนซุเอลายังสามารถส่งออกได้แม้ถูกคว่ำบาตร

“ในเมื่อขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้มีอำนาจในเวเนซุเอลา เราอาจเห็นการส่งออกหยุดชะงักโดยสิ้นเชิง เพราะผู้ซื้อไม่รู้ว่าจะต้องโอนเงินให้ใคร” ไลโปว์กล่าวพร้อมเสริมว่า มาตรการคว่ำบาตรรอบล่าสุดของสหรัฐต่อกองเรือบรรทุกน้ำมันเงาของเวเนซุเอลา ได้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกอย่างรุนแรง จนบังคับให้เวเนซุเอลาลดการผลิต

กองเรือเงาดังกล่าวหมายถึงเรือบรรทุกน้ำมันที่ดำเนินงานนอกระบบการขนส่ง การประกัน และกฎระเบียบตามปกติ เพื่อขนส่งน้ำมันจากประเทศที่ถูกคว่ำบาตร เช่น เวเนซุเอลา รัสเซีย และอิหร่าน ซึ่งเผชิญข้อจำกัดจากสหรัฐในการส่งออกพลังงาน

ไลโปว์คาดว่า เชฟรอนจะยังสามารถส่งออกน้ำมันได้ราว 150,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งจะช่วยจำกัดผลกระทบด้านอุปทานในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนโดยรวมอาจทำให้ตลาดต้องบวกค่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้นราว 3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงสั้น

แรงกดดันดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า ตลาดน้ำมันโลกในปัจจุบันยังมีอุปทานเพียงพอ โดยบ็อบ แม็กแนลลี จากบริษัทแรปิดัน เอ็นเนอร์จี กรุ๊ป กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นในทันทีนั้น “แทบไม่มีนัยสำคัญ” เพราะตลาดน้ำมันในขณะนี้มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะอุปทานล้นตลาด 

ความสำคัญของเวเนซุเอลา "ในระยะยาว" อยู่ที่ "ชนิดของน้ำมันที่ประเทศผลิตได้" อย่างไรก็ตาม น้ำมันดิบหนัก (heavy crude) และมีซัลเฟอร์สูงของเวเนซุเอลานั้นแม้จะสกัดได้ยากทางเทคนิค แต่ก็เป็นที่ต้องการของโรงกลั่นที่มีความซับซ้อนสูงโดยเฉพาะใน "สหรัฐ" ซึ่งแม็กเนลลีกล่าวว่า โรงกลั่นของอเมริกาชื่นชอบน้ำมันข้นหนืดจากเวเนซุเอลาและแคนาดา

นักวิเคราะห์รายนี้มองว่า ชนิดหรือคุณภาพของน้ำมันยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญเมื่อเทียบกับคำถามที่ว่า "อุตสาหกรรมน้ำมันจะสามารถกลับเข้าไปในเวเนซุเอลา ฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่ทรุดโทรมและถูกละเลยมานานกว่าสองทศวรรษ และเพิ่มกำลังการผลิตได้หรือไม่"

ด้านไลโปว์ระบุว่า หากมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของผู้นำฝ่ายค้าน มาเรีย โครินา มาชาโด อย่างรวดเร็ว มาตรการคว่ำบาตรอาจผ่อนคลายลง และการส่งออกน้ำมันอาจเพิ่มขึ้นในช่วงแรกจากการนำสต็อกน้ำมันที่มีอยู่มาใช้สร้างรายได้ "อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นในระยะสั้นอาจกดดันราคาน้ำมันในตลาดโลก"

ถึงกระนั้น แนวคิดเรื่อง "การฟื้นตัวอย่างยั่งยืน" ก็ยังคงเผชิญข้อจำกัดเชิงกายภาพที่รุนแรง

“อุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาอยู่ในสภาพทรุดโทรมอย่างมาก จนแม้จะมีการเปลี่ยนรัฐบาล ก็มีแนวโน้มว่าจะไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตอย่างมีนัยสำคัญได้เป็นเวลาหลายปี เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากเพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน” ไลโปว์กล่าว

เฮลิมา ครอฟต์ นักวิเคราะห์ด้านพลังงานจาก RBC เห็นพ้องและเตือนว่า เส้นทางสู่การฟื้นตัวจะยาวนาน โดยชี้ถึง “การเสื่อมถอยต่อเนื่องหลายทศวรรษภายใต้รัฐบาลชาเวซและมาดูโร” ผู้บริหารในอุตสาหกรรมน้ำมันประเมินว่าต้องใช้เงินลงทุนอย่างน้อยปีละ 10,000 ล้านดอลลาร์เพื่อพลิกฟื้นภาคพลังงาน และต้องมี “สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่มีเสถียรภาพ” เป็นเงื่อนไขพื้นฐาน

“ในสถานการณ์การเปลี่ยนถ่ายอำนาจอย่างโกลาหล เช่นที่เคยเกิดขึ้นในลิเบียหรืออิรัก ทุกสมมติฐานล้วนใช้ไม่ได้” เธอกล่าว