‘ทรัมป์จับมาดูโร’ สร้างความกังวล อาจเกิดสงคราม 'สหรัฐ vs อิหร่าน'

แม้ความขัดแย้งของวอชิงตันกับการากัสและเตหะรานจะมีรากปัญหาและพลวัตที่แตกต่างกัน แต่นักวิเคราะห์บอกว่า ความเคลื่อนไหวของทรัมป์ต่อมาดูโรได้เพิ่มโอกาสที่จะก่อให้เกิดสงครามกับอิหร่าน
หลายชั่วโมงหลังจากสหรัฐประกาศจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโรของเวเนซุเอลา เมื่อวันเสาร์ (3 ม.ค.) ยาอีร์ ลาปิด นักการเมืองอิสราเอลก็เตือนถึงเตหะราน “ระบอบในอิหร่านควรจับตาดูอย่างใกล้ชิดต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในเวเนซุเอลา”
การโค่นมาดูโรจากอำนาจด้วยกำลังทหารนั้น เกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์พบกับเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล และขู่จะโจมตีอิหร่านรอบใหม่
แม้ความขัดแย้งของวอชิงตันกับการากัสและเตหะรานจะมีรากปัญหาและพลวัตที่แตกต่างกัน แต่นักวิเคราะห์บอกว่า ความเคลื่อนไหวของทรัมป์ต่อมาดูโรได้เพิ่มโอกาสที่จะก่อให้เกิดสงครามกับอิหร่าน
จามัล อับดี ประธานสภาชาวอิหร่านอเมริกันแห่งชาติ (NIAC) กล่าว
“ความไร้ระเบียบแบบใหม่ทำให้ทุกอย่างไม่มั่นคง และมีโอกาสเกิดสงครามมากขึ้น” และว่า ไม่ว่าทรัมป์จะหลงใหลกับแนวคิดการเปลี่ยนแปลงระบอบแบบ 'เฉพาะจุด’ หรือจะให้การรับรองแก่เนทันยาฮูสำหรับการดำเนินการในลักษณะเดียวกัน ก็ยากที่จะมองข้ามว่าเรื่องนี้ “กำลังสร้างแรงโมเมนตัมให้กับบรรดาผู้เล่นจำนวนมากที่ผลักดันให้เกิดสงครามกับอิหร่านขึ้นอีกครั้ง”
อับดีเสริมอีกว่าการลักพาตัวมาดูโรอาจกระตุ้นให้อิหร่านทำอะไรบางอย่างที่ก่อให้เกิดปฏิบัติการทางทหาร รวมถึงการพัฒนาการป้องปรามทางทหารของตน หรือการป้องกันการโจมตีจากสหรัฐหรืออิสราเอล
เนการ์ มอร์ตาซาวี นักวิจัยอาวุโสประจำศูนย์นโยบายระหว่างประเทศ ก็บอกว่า การกระทำของสหรัฐในเวเนซุเอลาแสดงให้เห็นถึงเป้าหมายสูงสุดของทรัมป์ และยิ่งทำให้โอกาสในการเจรจาทางการทูตลดลงไปอีก
“สิ่งที่ผมเห็นและได้ยินจากเตหะรานคือ พวกเขาไม่สนใจการเจรจากับรัฐบาลทรัมป์ เนื่องจากรัฐบาลนี้ส่งสัญญานว่าพวกเขาต้องการให้ยอมจำนน ดังนั้นจึงไม่มีโอกาสทางการทูตมากนักในตอนนี้ และกลับเปิดทางสู่ตรงกันข้าม นั่นคือ ความขัดแย้ง ตอนนี้อิสราเอล อิหร่าน และสหรัฐอยู่บนเส้นทางมุ่งสู่ความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น”
อับดีเห็นด้วยกับความคิดเห็นดังกล่าว
“การกระทำนี้ยิ่งก่อให้เกิดความสงสัยและเคลือบแคลงใจในทุกเรื่องเกี่ยวกับเจตนารมณ์ของสหรัฐและยิ่งทำให้คำกล่าวของผู้คนในอิหร่านที่ว่า การเจรจากับสหรัฐนั้นไร้ประโยชน์ และการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เพื่อป้องปรามนั้น มีความสำคัญยิ่งขึ้น” อับดีให้สัมภาษณ์กับอัลจาซีราห์
พันธมิตร อิหร่าน-เวเนซุเอลา
การโจมตีของสหรัฐที่นำไปสู่การจับกุมมาดูโร และนำตัวเขาไปยังสหรัฐ มีขึ้นหลังจากทรัมป์กล่าวโจมตีรัฐบาลเวเนซุเอลาอย่างรุนแรงมาหลายเดือน
ทางการสหรัฐได้กล่าวโทษมาดูโรที่เป็นผู้นำองค์กรยาเสพติด และทรัมป์และทีมผู้ช่วยได้ก็ออกมากล่าวอ้างมากขึ้นเรื่อยๆว่า วอชิงตันมีสิทธิ์ในแหล่งน้ำมันสำรองมหาศาลของเวเนซุเอลา
มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ได้ย้ำถึงความสัมพันธ์ของมาดูโรกับอิหร่าน กล่าวโทษการากัสอย่างไม่มีหลักฐานว่าทำให้ฮิซบอลเลาะห์ กลุ่มติดอาวุธเลบานอนมีฐานที่มั่นในซีกโลกตะวันตก
มาดูโรนั้นเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับอิหร่าน และสองทั้งประเทศที่ถูกคว่ำบาตรอย่างหนักนี้ได้ผลักดันความสัมพันธ์ทางการค้าแน่นแฟ้นมากขึ้น ซึ่งคาดว่ามีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์
ดังนั้น เมื่อมาดูโรหายไปจากประเทศ เครือข่ายพันธมิตรกลุ่มเล็กๆ ของอิหร่านอาจเสื่อมกำลังลง หลังจากบาชาร์ อัลอัดซาด อดีตผู้นำซีเรียถูกโค่นอำนาจ และหลังจากฮิซบอลเลาะห์อ่อนแอลง
ทั้งนี้ หลังเกิดการโจมตีเวเนซุเอลา รัฐบาลอิหร่านรีบออกมาประณามสหรัฐ และเรียกร้องให้สหประชาชาติ (ยูเอ็น) เข้าแทรกแซงและยับยั้ง “การรุกรานผิดกฎหมาย”
เมื่อวันเสาร์ รูบิโอชี้ว่า การจับกุมมาดูโรได้ส่งข้อความไปยังศัตรูของวอชิงตันในยุคทรัมป์ว่า “เมื่อท่านบอกคุณว่ากำลังจะทำอะไร เมื่อท่านบอกคุณว่ากำลังจะแก้ไขปัญหาอะไร ท่านหมายถึงอย่างนั้น” รูบอโอกล่าวกับผู้สื่อข่าว
ด้านอาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ออกมายืนกรานด้วยท่าทีที่ท้าทายยิ่งขึ้น หลังสหรัฐโจมตีการากัส
“เราจะไม่ยอมจำนนต่อศัตรู เราจะให้ศัตรูยอมศิโรราบ”







