ส่องปฏิกิริยาทั่วโลก หลัง 'สหรัฐ' เปิดปฏิบัติการจับผู้นำ 'เวเนซุเอลา'

ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐต่อเวเนซุเอลา จุดชนวน 'ตั้งคำถาม' ทั่วประชาคมโลกที่เสียงแตกหลายขั้ว บางฝ่ายมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนเชิงอำนาจระดับโลกต่อจีนและรัสเซีย อีกหลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความชอบธรรมและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ
การที่สหรัฐออกปฏิบัติการโจมตี "เวเนซุเอลา" ช่วงเช้ามืดวันที่ 3 ม.ค. และควบคุมตัวประธานาธิบดี "นิโคลัส มาดูโร" พร้อมภรรยา โดยพาตัวออกนอกประเทศมาแล้ว ซึ่งคาดว่าเป็นการนำตัวมาดำเนินคดีเกี่ยวกับยาเสพติดในสหรัฐตามที่ถูกวอชิงตันตั้งข้อหา กำลังเป็นเรื่องใหญ่ที่หลายประเทศทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิดในขณะนี้
เพราะเรื่องนี้ไม่เพียงจุดชนวนความตึงเครียดครั้งใหม่ในลาตินอเมริกา แต่ยังเขย่าระเบียบโลกบนฐานกฎหมายระหว่างประเทศอย่างรุนแรง เมื่อประเทศมหาอำนาจเลือกใช้กำลังทางทหารโดยตรงต่อรัฐอธิปไตย โดยอ้างกรอบ “ความมั่นคง” และ “สงครามยาเสพติด” เป็นเหตุผลในการดำเนินการ
ปฏิกิริยาจากนานาประเทศที่หลั่งไหลออกมาในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังการโจมตี สะท้อนภาพ "โลกที่แตกเป็นหลายขั้ว" อย่างชัดเจน ตั้งแต่เสียงประณามว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ไปจนถึงมุมมองที่เห็นว่านี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนเชิงอำนาจต่อ "จีนและรัสเซีย" คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เกิดอะไรขึ้นในเวเนซุเอลา” แต่เป็น “โลกกำลังยอมรับการใช้กำลังในลักษณะนี้มากน้อยเพียงใด”
เหล่านี้เป็นมุมมองและปฏิกิริยาจากนานาประเทศ ต่อการที่สหรัฐเปิดฉากโจมตีเวเนซุเอลาในวันนี้
กระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย
“เช้านี้ สหรัฐอเมริกาได้กระทำการรุกรานด้วยอาวุธต่อเวเนซุเอลา นี่เป็นเรื่องที่น่ากังวลและสมควรถูกประณามอย่างยิ่ง”
“ข้ออ้างที่ใช้สร้างความชอบธรรมในการกระทำดังกล่าวไม่มีมูลความจริง ความเป็นปฏิปักษ์ทางอุดมการณ์ ได้เข้ามาแทนที่หลักปฏิบัติทางธุรกิจ และความตั้งใจที่จะสร้างความสัมพันธ์บนพื้นฐานของความไว้วางใจและการคาดการณ์ได้”
“ในสถานการณ์ปัจจุบัน สิ่งสำคัญที่สุดคือการป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้ และมุ่งหาทางออกผ่านการเจรจา”
“ละตินอเมริกาจะต้องคงไว้ซึ่งสถานะ ‘เขตสันติภาพ’ ตามที่ได้ประกาศไว้ในปี 2014 และเวเนซุเอลาจะต้องได้รับการรับรองสิทธิในการกำหนดชะตากรรมของตนเอง โดยปราศจากการแทรกแซงใดๆ จากภายนอกที่สร้างความเสียหาย โดยเฉพาะการแทรกแซงทางทหาร”
“เราสนับสนุนแถลงการณ์ของทางการเวเนซุเอลาและผู้นำประเทศในละตินอเมริกา ที่เรียกร้องให้มีการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ในทันที”
กาจา คัลลาส ผู้แทนระดับสูงด้านนโยบายต่างประเทศ สหภาพยุโรป (อียู)
“ดิฉันได้หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ มาร์โก รูบิโอ และเอกอัครราชทูตของเราในกรุงการากัสแล้ว สหภาพยุโรปกำลังติดตามสถานการณ์ในเวเนซุเอลาอย่างใกล้ชิด”
“สหภาพยุโรปได้ย้ำมาโดยตลอดว่า 'นายมาดูโรขาดความชอบธรรม' และเราสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านอย่างสันติ ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม หลักกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติจะต้องได้รับการเคารพ เราขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายอดกลั้นต่อเรื่องนี้”
อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน
“สิ่งที่สำคัญก็คือ เมื่อบุคคลใดตระหนักว่าศัตรูกำลังพยายามที่จะบีบบังคับประเทศ เจ้าหน้าที่ รัฐบาล และประชาชนของพวกเขาอย่างโอหังหยิ่งผยอง บุคคลนั้นจะต้องยืนหยัดอย่างมั่นคงเพื่อต่อต้านศัตรู จะต้องแสดงความกล้าหาญในการต่อต้าน เราจะไม่ยอมจำนนต่อศัตรู”
กระทรวงการต่างประเทศสเปน
“สเปนขอเรียกร้องให้มีการลดระดับความตึงเครียดและใช้ความยับยั้งชั่งใจ และให้การดำเนินการทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ”
“ในกรณีนี้ สเปนยินดีที่จะเสนอบทบาทเป็นคนกลาง เพื่อการเจรจาและบรรลุทางออกอย่างสันติต่อวิกฤติที่เกิดขึ้นในขณะนี้”
โรเดอริช คีเซเวตเทอร์ สมาชิกรัฐสภาพรรค CDU เยอรมนี
“ภายใต้ประธานาธิบดีทรัมป์ สหรัฐกำลังละทิ้งระเบียบโลกบนพื้นฐานของกติกาซึ่งหล่อหลอมเรามาตั้งแต่ปี 1945”
“รัฐประหารในเวเนซุเอลาสะท้อนการหวนกลับสู่หลักนิยมทางทหารเก่าของสหรัฐก่อนปี 1940 นั่นคือแนวคิดเรื่องเขตอิทธิพล ที่กฎการใช้กำลังเข้ามาแทนที่กฎหมายระหว่างประเทศ”
“ทรัมป์กำลังทำลายความไว้วางใจที่เหลืออยู่ของสหรัฐ”
จูเซปเป คอนเต ผู้นำฝ่ายค้านอิตาลี และอดีตนายกรัฐมนตรี
“การรุกรานเวเนซุเอลาของสหรัฐไม่มีพื้นฐานทางกฎหมาย เรากำลังเผชิญกับการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างโจ่งแจ้ง ซึ่งตอกย้ำการครอบงำของผู้ที่แข็งแกร่งและมีแสนยานุภาพทางทหารมากกว่า”
“ผมหวังว่าประชาคมระหว่างประเทศทั้งหมดจะส่งเสียงออกมา และทุกฝ่ายจะตระหนักว่า หากกติกามีผลบังคับใช้เฉพาะกับศัตรู แต่ไม่ใช้กับมิตร ก็จะไม่มีใครรู้สึกปลอดภัยได้อีกต่อไป และลักษณะการปกครองที่ไม่เป็นเสรีนิยมก็ไม่อาจใช้เป็นเหตุผลในการโจมตีรัฐอธิปไตยได้”
มาร์ก เวลเลอร์ ผู้อำนวยการโครงการด้านกฎหมายระหว่างประเทศ CHATHAM HOUSE
“กฎหมายระหว่างประเทศห้ามใช้กำลังเป็นเครื่องมือของนโยบายรัฐ เว้นแต่จะมีข้อมติภายใต้บทที่ 7 ของสหประชาชาติ การใช้กำลังจะทำได้เฉพาะเพื่อตอบโต้การโจมตีด้วยอาวุธ หรืออาจเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเผชิญภัยคุกคามต่อการถูกทำลายล้างในทันทีเท่านั้น”
“เห็นได้ชัดว่าเงื่อนไขเหล่านี้ไม่ได้สอดคล้องปฏิบัติการทางทหารต่อเวเนซุเอลา ความสนใจของสหรัฐในการปราบปรามการค้ายาเสพติด หรือข้อกล่าวอ้างว่ารัฐบาลมาดูโรเป็นองค์กรอาชญากรรมโดยเนื้อแท้ ไม่ได้ให้เหตุผลทางกฎหมายใดๆ”
อีวอนน์ เมเวงกัง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย
อินโดนีเซียกำลังติดตามสถานการณ์ในเวเนซุเอลาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยของพลเมืองของตน
“อินโดนีเซียยังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ ผ่านการลดความตึงเครียดและการเจรจา โดยคำนึงถึงการคุ้มครองพลเรือนเป็นลำดับแรก”
“อินโดนีเซียย้ำถึงความสำคัญของการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ”
กระทรวงการต่างประเทศจีน
“จีนขอประณามอย่างรุนแรงต่อการใช้กำลังอย่างโจ่งแจ้งของสหรัฐต่อรัฐอธิปไตย และการกระทำต่อประธานาธิบดีของประเทศนั้น”
“การกระทำที่แสดงถึงอำนาจเหนือกว่าเช่นนี้ของสหรัฐละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและอธิปไตยของเวเนซุเอลาอย่างร้ายแรง และคุกคามสันติภาพและความมั่นคงในละตินอเมริกาและภูมิภาคแคริบเบียน จีนขอคัดค้านอย่างหนักแน่น”
“เราเรียกร้องให้สหรัฐปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ ตลอดจนวัตถุประสงค์และหลักการของกฎบัตรแห่งสหประชาชาติ และยุติการละเมิดอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศอื่น”
ทั้งนี้มีรายงานว่าก่อนเกิดเหตุโจมตีกรุงการากัสเพียงไม่กี่ชั่วโมง ปธน.มาดูโร ได้เปิดทำเนียบต้อนรับนาย "ฉิว เสี่ยวฉี" ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดี "สี จิ้นผิง" ซึ่งมาเยือนเวเนซุเอลาในฐานะผู้แทนพิเศษของจีนในกิจการละตินอเมริกา เมื่อวันศุกร์ที่ 2 ม.ค. ก่อนจะเกิดเหตุโจมตีในช่วงเช้ามืดประมาณตีสองวันถัดมา







