วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ถอดบทเรียน ‘คอร์รัปชันน้ำท่วม’ ฟิลิปปินส์ ชาวบ้านเสียชีวิต เศรษฐกิจเสียหายยับ

ถอดบทเรียน ‘คอร์รัปชันน้ำท่วม’ ฟิลิปปินส์ ชาวบ้านเสียชีวิต เศรษฐกิจเสียหายยับ

ปี 2568 นับเป็นปีที่ “ฟิลิปปินส์” เผชิญภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างแสนสาหัส ทั้งแผ่นดินไหวขนาด 7.4 แมกนิจูด และพายุราว 20 ลูกที่ถาโถมโดยเฉพาะสองลูกล่าสุดคือ พายุไต้ฝุ่นคัลแมกี และพายุไต้ฝุ่นฟงวอง ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมกันมากกว่า 300 ราย แต่ที่สร้างความวอดวายมากกว่านั้นก็คือ “การทุจริตคอร์รัปชันในโครงการน้ำ” ที่กำลังเขย่าการเมืองและเศรษฐกิจประเทศอย่างหนักจนถึงวันนี้

ข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชันในโครงการ “โครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำท่วม” มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ “รัฐมนตรีสองคน” ในคณะรัฐมนตรีของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ต้องลาออกเมื่อวันที่ 17 พ.ย. มีผู้ต้องสงสัยที่ถูกควบคุมตัวแล้ว 7 คน และเกิดการประท้วงต่อต้านคอร์รัปชันทั่วประเทศ เป็นแรงกดดันรุนแรงให้รัฐบาลต้องปฏิรูปครั้งใหญ่เพื่อขจัดปัญหาการทุจริตที่ฝังรากลึกในประเทศนี้

เรื่องอื้อฉาวดังกล่าวจุดกระแสความไม่พอใจและการประท้วงใหญ่ทั่วฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่ออุทกภัยร้ายแรงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อสิ่งที่ควรเป็น “กำแพงป้องกันภัยพิบัติ” ยามเกิดน้ำท่วมและพายุ กลับกลายเป็น “หลุมลึกของคอร์รัปชัน” เมื่อมีการพบว่ากลไกโครงสร้างป้องกันน้ำท่วมที่รัฐใช้งบประมาณก่อสร้างจำนวนมากทั้งชำรุด ด้อยคุณภาพ หรือบางโครงการถึงขั้น “ไม่มีอยู่จริง”

บลูมเบิร์กรายงานว่า รูปแบบของการคอร์รัปชันในโครงการควบคุมน้ำท่วมตลอดทศวรรษที่ผ่านมา พุ่งสูงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ความเสียหายอาจสูงเกิน “1 ล้านล้านเปโซ” (เกือบ 5.5 แสนล้านบาท) ตามข้อมูลของรัฐมนตรีกระทรวงโยธาธิการ วินซ์ ดิโซน ซึ่งหากเป็นจริง จะมากกว่าทรัพย์สินที่ยึดมาได้จากอดีตประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ซีเนียร์ (บิดาของประธานาธิบดีคนปัจจุบัน) และพวกพ้องที่ถูกกล่าวหาว่าสะสมไว้ในยุคเผด็จการเมื่อกว่า 40 ปีก่อน

ถอดบทเรียน ‘คอร์รัปชันน้ำท่วม’ ฟิลิปปินส์ ชาวบ้านเสียชีวิต เศรษฐกิจเสียหายยับ

เรื่องอื้อฉาวนี้เกี่ยวข้องกับอะไร?

หลังจากมาร์กอส จูเนียร์ เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปี 2022 รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้เดินหน้าทำโครงการป้องกันน้ำท่วมทั่วประเทศจำนวน 9,855 โครงการ มูลค่า 5.46 แสนล้านเปโซ (ราว 3 แสนล้านบาท) และก็มีโครงการเกี่ยวกับน้ำท่วมจำนวนมากที่ได้เริ่มดำเนินการก่อนปี 2022 เช่นกัน โครงการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการรับมือกับพายุไต้ฝุ่นและน้ำท่วมที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในประเทศ

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่และต่อเนื่องในหลายพื้นที่ปีนี้ ทำให้ประชาชนแห่ระบายความไม่พอใจบนโซเชียลมีเดีย และตั้งคำถามถึงการบริหารจัดการของรัฐบาล แรงกดดันนำไปสู่การตั้งคณะสอบสวนซึ่งมีการเปิดเผยในภายหลังว่า โครงการป้องกันน้ำท่วมจำนวนมาก “ไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่ระบุไว้” และในบางกรณียังเลวร้ายถึงขั้น “ไม่มีการก่อสร้างจริงเลย” แม้จะมีการเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้วก็ตาม

ในคำให้การระหว่างการไต่สวนของวุฒิสภาในเดือน ก.ย. บ่งชี้ถึงการสมรู้ร่วมคิดกันอย่างกว้างขวางระหว่างวิศวกรผู้คุมงานของรัฐ นักการเมือง และผู้รับเหมาเอกชน ทั้งหมดถูกกล่าวหาว่ามีการติดสินบนจำนวนมากในโครงการควบคุมน้ำท่วม อดีตวิศวกรรายหนึ่งให้การว่า งบประมาณอย่างน้อย 25% ในแต่ละโครงการจะถูกหักออกเป็นสินบนเป็นประจำ และเพื่อชดเชยงบที่หายไปจึงมีการใช้วัสดุคุณภาพต่ำหรือปลอมแปลงต้นทุนก่อสร้างให้สูงขึ้นในเอกสาร

ข้อมูลเหล่านี้สร้างความกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรงต่อคนฟิลิปปินส์ เพราะเป็นหนึ่งในประเทศที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติมากที่สุดในโลก และเผชิญกับพายุไซโคลนมากถึงราว 20 ลูกต่อปี โครงการควบคุมน้ำท่วมเหล่านี้จึงมีความสำคัญอย่างมากต่อชีวิตของพวกเขา

ถอดบทเรียน ‘คอร์รัปชันน้ำท่วม’ ฟิลิปปินส์ ชาวบ้านเสียชีวิต เศรษฐกิจเสียหายยับ

ถอดบทเรียน ‘คอร์รัปชันน้ำท่วม’ ฟิลิปปินส์ ชาวบ้านเสียชีวิต เศรษฐกิจเสียหายยับ

มีใครถูกพาดพิงในคดีนี้บ้าง?

ตามข้อมูลของวุฒิสมาชิกแพนฟิโล แล็กซอน ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนในวุฒิสภา มีสมาชิกสภานิติบัญญัติอย่างน้อย 67 คนถูกกล่าวหาว่าเป็น “ผู้รับเหมา” ในโครงการก่อสร้างเหล่านี้

หนึ่งในนั้นคือ “มาร์ติน โรมูอัลเดซ” ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธมิตรการเมืองและยังเป็นลูกพี่ลูกน้องของประธานาธิบดีมาร์กอส จูเนียร์ เขาได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด แต่ได้ลาออกจากตำแหน่งไปแล้วท่ามกลางแรงกดดัน ส่วนอีกรายคือ “ฟรานซิส เอสคูเดโร” ซึ่งต้องลาออกจากตำแหน่งประธานวุฒิสภา หลังจากเขายอมรับว่าผู้รับเหมาเอกชนรายหนึ่งเคยบริจาคเงินหาเสียงให้เขาในการเลือกตั้งปี 2022 แต่เจ้าตัวปฏิเสธว่าไม่ได้ช่วยให้บริษัทดังกล่าวให้ได้รับงานก่อสร้างโปรเจกต์น้ำท่วม

ประชาชนตอบรับเรื่องนี้อย่างไร?

กระแสความไม่พอใจที่เริ่มปะทุบนโซเชียลมีเดีย ขยายไปสู่การชุมนุมเล็กๆ หลายครั้ง จนกลายเป็นการชุมนุมประท้วงใหญ่ของประชาชนหลายหมื่นคนในกรุงมะนิลาและหลายพื้นที่ทั่วประเทศเมื่อวันที่ 21 ก.ย. เพื่อประท้วงต่อต้านการคอร์รัปชัน การชุมนุมส่วนใหญ่เป็นไปอย่างสงบ แต่ก็มีเหตุการณ์วุ่นวายบางจุด เช่น การจุดไฟเผาตู้คอนเทนเนอร์ และขว้างก้อนหินรวมถึงระเบิดเพลิงใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจใกล้ทำเนียบประธานาธิบดี

ถอดบทเรียน ‘คอร์รัปชันน้ำท่วม’ ฟิลิปปินส์ ชาวบ้านเสียชีวิต เศรษฐกิจเสียหายยับ

ประชาชนยังแสดงความโกรธแค้นบนโซเชียลมีเดีย โดยมุ่งเป้าไปยัง “ครอบครัวของผู้รับเหมาและนักการเมืองที่อวดรวย”บนโลกออนไลน์ ขณะที่กลุ่มธุรกิจฟิลิปปินส์ก็ได้เรียกร้องให้ยุติการคอร์รัปชันในภาครัฐ พร้อมกดดันให้มีการดำเนินคดีผู้กระทำผิด และประกาศว่าจะขึ้นบัญชีดำบริษัทหรือบุคคลที่สมรู้ร่วมคิดกับนักการเมืองที่ทุจริต

“ความโกรธไม่ได้มุ่งไปที่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการทุจริตโครงการเท่านั้น แต่ยังมุ่งไปที่ ‘ระบบการเมือง’ ที่ถูกมองว่าล้มเหลวในการปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ ตั้งแต่การคอร์รัปชันในฝ่ายนิติบัญญัติ ไปจนถึงความไร้ประสิทธิภาพของหน่วยงานต่อต้านการคอร์รัปชัน” บ็อบ เอร์เรรา ลิม กรรมการผู้จัดการของบริษัทที่ปรึกษา Teneo ระบุในบันทึก

ความเชื่อมั่นทรุด ค่าเงินต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

เมื่อวันที่ 28 ต.ค. ค่าเงินเปโซอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในการซื้อขายระหว่างวัน อยู่ที่ 59.262 เปโซต่อดอลลาร์ ต่ำกว่าสถิติเดิมเมื่อปี 2022 ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ ระบุว่า การร่วงลงอย่างรวดเร็วของเงินเปโซ อาจสะท้อนถึงความกังวลของตลาดต่อการชะลอตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจาก “กรณีอื้อฉาวเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน”

เหล่านักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า คดีอื้อฉาวดังกล่าวได้ “บั่นทอนศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ” ของฟิลิปปินส์ ตัวเลขเผยแพร่ของทางการระบุว่า เศรษฐกิจฟิลิปปินส์เติบโตเพียง 4.0% ในไตรมาส 3 ต่ำกว่าระดับ 5.24% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นการขยายตัวที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่ปี 2021 ซึ่งเป็นช่วงการระบาดของโควิด-19

ราล์ฟ เร็กโต รัฐมนตรีคลังฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยจากการทุจริตในโครงการควบคุมน้ำท่วม ตั้งแต่ปี 2023 - 2025 อยู่ที่ประมาณ 42,300 - 118,500 ล้านเปโซ (ราว 2.3 - 6.5 หมื่นล้านบาท) โดยอ้างอิงจากการไต่สวนก่อนหน้านี้ที่ระบุว่า มีเงินงบประมาณโครงการถูกดึงออกไปเป็นเงินใต้โต๊ะราว 25-70%

รัฐบาลฟิลิปปินส์ตอบสนองอย่างไร?

ปธน.มาร์กอส จูเนียร์ กล่าวถึงเรื่องการคอร์รัปชั่นนี้เป็นครั้งแรกในสุนทรพจน์ประจำปีต่อรัฐสภา (State of the Union) เมื่อเดือนก.ค. โดยระบุว่าโครงการควบคุมน้ำท่วมจำนวนมากถูกใช้เป็น “ช่องทางแสวงหาผลประโยชน์” และให้คำมั่นว่าจะดำเนินการกวาดล้าง โดยหลังข้อกล่าวหาปะทุ ประธานาธิบดีได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบางโครงการด้วยตนเอง โดยเฉพาะในจังหวัดบูลากัน (Bulacan) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการอนุมัติโครงการมากที่สุด และยังมีโครงการหนึ่งที่ได้รับงบประมาณจากรัฐแต่ไม่เคยถูกสร้างจริงด้วย

นับตั้งแต่ต้นเดือนก.ย. รัฐบาลได้ปลดเจ้าหน้าที่กระทรวงโยธาฯ ไปแล้ว 4 คน สั่งพักงานอีก 16 คน พร้อมทั้งยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐเหล่านั้นและผู้รับเหมาเอกชนอีก 4 รายต่อสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานาธิบดียังได้แต่งตั้งวินซ์ ดิโซน เป็นรัฐมนตรีกระทรวงโยธาธิการและทางหลวงคนใหม่ หลังเจ้ากระทรวงเดิมลาออกจากผลกระทบของเรื่องอื้อฉาวนี้

รัฐบาลยังได้ยกเลิกโครงการป้องกันน้ำท่วมมูลค่า 2.52 แสนล้านเปโซ สำหรับปี 2026 รวมถึงเข้มงวดในขั้นตอนการอนุมัติโครงการ และตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อสอบสวนโครงการเหล่านี้ย้อนหลัง 10 ปี ขณะที่ศาลฟิลิปปินส์ยังได้มีคำสั่งอายัดบัญชีธนาคารหลายร้อยบัญชี เพื่อใช้เป็นหลักฐานดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง ตามคำร้องของสำนักงานปราบปรามการฟอกเงิน

ปธน.มาร์กอส จูเนียร์ กล่าวว่า "จะไม่มีใครได้รับการยกเว้นจากการสอบสวนของรัฐบาล แม้กระทั่งญาติหรือพันธมิตรของเขาเอง" เขายังสนับสนุนสิทธิในการประท้วงของประชาชน โดยระบุว่าเข้าใจความโกรธแค้นของประชาชน แต่ก็เตือนด้วยว่าตำรวจจะดำเนินการหากการชุมนุมกลายเป็นความรุนแรงขึ้นมา

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. เจ้าหน้าที่ระดับสูงสองคนที่ใกล้ชิดมาร์กอส จูเนียร์ ได้แก่ "ลูคัส เบอร์ซามิน" เลขาธิการคณะรัฐมนตรี และ "อามีนาห์ ปางกันดามัน" รัฐมนตรีกระทรวงการจัดการงบประมาณ ได้ลาออกจากตำแหน่ง หลังมีการพาดพิงถึงกระทรวงของพวกเขาในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความผิดปกติของโครงการน้ำท่วม โดยสำนักสื่อสารของทำเนียบประธานาธิบดีระบุว่า การลาออกมีขึ้นเพื่อ “เปิดทางให้รัฐบาลจัดการปัญหาได้อย่างเหมาะสม” แต่ทั้งสองปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชั่นดังกล่าว

ฟิลิปปินส์กำลังเดิมพันอะไร?

เสถียรภาพทางการเมืองและการเติบโตทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์กำลังแขวนอยู่บนผลงานของปธน.มาร์กอส จูเนียร์ ในการรับมือผลกระทบจากคดีคอร์รัปชั่นครั้งใหญ่ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า นี่อาจเป็นบททดสอบสำคัญที่จะชี้ชะตา “มรดกทางการเมือง” ของเขา

ผู้นำฟิลิปปินส์กำลังถูกจับตามองอย่างหนักในความพยายามขจัดคอร์รัปชั่น ท่ามกลางแรงกดดันให้ดำเนินคดีเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริต หากรัฐบาลล้มเหลว ความไม่พอใจของประชาชนอาจทวีความรุนแรงขึ้น กระตุ้นให้เกิดการประท้วงบ่อยครั้งขึ้น และเปิดทางให้ฝ่ายค้านรวมถึงรองประธานาธิบดี "ซารา ดูเตอร์เต" บุตรสาวของอดีตประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ซึ่งเคยวิจารณ์รัฐบาลว่าแก้ปัญหาช้า หันมาใช้ประเด็นนี้โจมตีรัฐบาลมากขึ้น

ส่วนทางด้านเศรษฐกิจก็มีความเสี่ยงเช่นกัน การตรวจสอบโครงการน้ำท่วมที่เข้มงวดขึ้นอาจทำให้การเบิกจ่ายภาครัฐชะลอตัวในระยะสั้น นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคาร Union Bank ประเมินว่า การใช้จ่ายของรัฐบาลที่ลดลง 10% ในไตรมาสเดียว อาจทำให้จีดีพีทั้งปีลดลงประมาณ 0.13 จุดเปอร์เซนต์

ที่มา: Bloomberg