วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

ทรัมป์เผยจะเยือนจีน ขณะที่สี จิ้นผิงกดดันผู้นำสหรัฐ กรณีไต้หวัน

ทรัมป์เผยจะเยือนจีน ขณะที่สี จิ้นผิงกดดันผู้นำสหรัฐ กรณีไต้หวัน

ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง โทรศัพท์หารือกันเมื่อวันจันทร์ ประเด็นสำคัญได้แก่ การค้า ไต้หวัน และการรุกรานยูเครนของรัสเซีย

บลูมเบิร์ก รายงานประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง ได้โทรศัพท์หารือกันเมื่อวันจันทร์ (24 พ.ย.68)  ซึ่งเป็นการพูดคุยครั้งแรกนับตั้งแต่ทั้งสองฝ่ายตกลงพักยกสงครามภาษีเมื่อเดือนก่อน ประเด็นสำคัญได้แก่ การค้า ไต้หวัน และการรุกรานยูเครนของรัสเซีย

ทรัมป์กล่าวว่าการสนทนาทางโทรศัพท์ครั้งนี้ “เป็นไปด้วยดีมาก” และทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยกันถึงการซื้อถั่วเหลืองและสินค้าเกษตรอื่น ๆ รวมถึงการควบคุมการลักลอบนำเข้ายาเฟนทานิลผิดกฎหมาย ทรัมป์ยังระบุว่าเขาตกลงจะเดินทางเยือนปักกิ่งในเดือนเมษายน และได้เชิญสี เยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการในปีหน้า

“ความสัมพันธ์ของเรากับจีนแข็งแกร่งมาก!” ทรัมป์โพสต์บนโซเชียลมีเดีย “ทั้งสองฝ่ายมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญในการรักษาข้อตกลงให้ทันกาลและถูกต้อง ตอนนี้เราสามารถมองไปยังเป้าหมายใหญ่ได้แล้ว”

อย่างไรก็ตาม สารสรุปของทรัมป์เกี่ยวกับการโทรครั้งนี้ไม่ได้กล่าวถึงประเด็นไต้หวัน ซึ่งเป็นจุดเน้นสำคัญของสี จิ้นผิง โดยผู้นำจีนกล่าวกับทรัมป์ว่า การนำไต้หวันกลับคืนสู่จีนเป็นส่วนสำคัญของระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ตามถ้อยแถลงของกระทรวงการต่างประเทศจีน สียังกล่าวว่าทั้งสองประเทศควรรักษาแรงส่งเชิงบวกที่เกิดขึ้นจากการพบปะกันเมื่อเดือนที่แล้วที่เกาหลีใต้ และขยายความร่วมมือระหว่างกัน

ทั้งสองผู้นำยังได้หารือเกี่ยวกับการรุกรานยูเครนของรัสเซีย โดยสี แสดงความหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพที่มีผลผูกพันได้ การสนทนาใช้เวลาหนึ่งชั่วโมง ตามที่โฆษกทำเนียบขาว แคโรไลน์ เลวิตต์ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าว

“ประเด็นหลักคือข้อตกลงทางการค้าที่เรากำลังดำเนินการกับจีน ตลอดจนความสัมพันธ์และทิศทางที่กำลังเคลื่อนไปในทางที่ดีขึ้น” เลวิตต์กล่าว

เผือกร้อนไต้หวัน

ข้อพิพาทที่ดำเนินอยู่ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนซึ่งมีประเด็นไต้หวันเป็นศูนย์กลางข้อขัดแย้ง กำลังคุกคามว่าจะเติมเชื้อความตึงเครียดครั้งใหม่ให้กับความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์ กับสี ทำให้ความสัมพันธ์สองประเทศยุ่งยากซับซ้อนยิ่งขึ้น ภายหลังที่สองเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลกบรรลุการพักรบทางการค้าในเดือนตุลาคม ญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรหลักของสหรัฐฯ ในเอเชีย

ข้อตกลงดังกล่าวทำให้วอชิงตันลดภาษีที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติดเฟนทานิลสำหรับสินค้าจีน และปักกิ่งยอมยกเลิกข้อจำกัดบางประการต่อการส่งออกแร่หายาก ความตึงเครียดที่ปะทุขึ้นระหว่างสหรัฐฯ กับจีนอาจสร้างความไม่แน่นอนเพิ่มเติมแก่ตลาดและผู้นำธุรกิจ

ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนใหม่ กล่าวเมื่อต้นเดือนนี้ว่า หากจีนโจมตีไต้หวัน  อาจนำไปสู่การตอบโต้ทางทหารจากโตเกียว จีนมองว่าเกาะดังกล่าวเป็นดินแดนของตน และได้ประณามถ้อยแถลงของทาคาอิจิ พร้อมเรียกร้องให้ถอนคำพูด

นับแต่นั้นมา จีนได้ออกคำแนะนำคนจีนไม่ควรเดินทางไปญี่ปุ่น ระงับการฉายภาพยนตร์ญี่ปุ่นบางเรื่อง และสั่งห้ามนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่น ทั้งสองประเทศยังยกระดับการซ้อมรบทางทหาร โดยจีนประกาศภารกิจลาดตระเวนในทะเลจีนตะวันออก ขณะที่ญี่ปุ่นประกาศแผนติดตั้งขีปนาวุธในพื้นที่ใกล้ไต้หวัน

ทรัมป์กล่าวในการให้สัมภาษณ์รายการ 60 Minutes ของซีบีเอสนิวส์ เมื่อวันที่ 2 พ.ย. ว่า สี “เข้าใจคำตอบนั้นดี” เมื่อถูกถามว่ากองทัพสหรัฐฯ จะเข้าปกป้องไต้หวันหรือไม่หากจีนเปิดฉากโจมตี ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่าประเด็นดังกล่าวไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาระหว่างการพบปะของทั้งสองเมื่อเดือนที่แล้ว

เงื่อนไขทางการค้า  

สหรัฐฯ และจีนยังคงเจรจารายละเอียดสำคัญเกี่ยวกับวิธีที่ปักกิ่งจะผ่อนคลายการส่งออกแร่หายาก ตามคำบอกเล่าของผู้ที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ ทั้งสองประเทศตั้งเป้าที่จะตกลงกันในเงื่อนไขของ “ใบอนุญาตทั่วไป” สำหรับการส่งออกแร่หายากและแร่ยุทธศาสตร์ไปยังสหรัฐฯ ซึ่งจีนให้คำมั่นว่าจะจัดทำให้ได้ภายในสิ้นเดือนนี้

แม้ว่าการเจรจาเกี่ยวกับวัสดุเหล่านี้ ซึ่งมีความสำคัญต่อการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ไฮเทค จะยังคงคาราคาซัง แต่สหรัฐฯ ก็ได้เริ่มเดินหน้าถอนภาษีและมาตรการด้านความมั่นคงแห่งชาติบางส่วนออกแล้ว การขาดแคลนแร่หายากทำให้อุตสาหกรรมทั่วโลก รวมถึงยานยนต์ สินค้าอุปโภคบริโภค และหุ่นยนต์ เสี่ยงต่อการหยุดชะงักมากยิ่งขึ้น

การหารือดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลทรัมป์กำลังชั่งใจอีกครั้งว่าจะอนุญาตให้ขายชิปปัญญาประดิษฐ์ที่ล้ำหน้ามากขึ้นให้แก่ปักกิ่งหรือไม่ ทรัมป์เคยโยนหินถามทางถึงความเป็นไปได้นี้ก่อนการพบกับสีในเดือนตุลาคม แต่ในที่สุดผู้นำทั้งสองก็ไม่ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดคุย ที่ปรึกษาบางคนของทรัมป์เตือนว่าการขายที่อาจเกิดขึ้นดังกล่าวเสี่ยงต่อการสละความได้เปรียบของสหรัฐฯ ในเทคโนโลยีเกิดใหม่

“ประธานาธิบดีกำลังรับฟัง ‘ที่ปรึกษาหลากหลายกลุ่ม’ ในการตัดสินใจว่าจะอนุมัติการส่งออกในอนาคตหรือไม่” ฮาวเวิร์ด ลัตนิก รัฐมนตรีพาณิชย์ กล่าวเมื่อวันจันทร์ในการให้สัมภาษณ์กับบลูมเบิร์กทีวี

“การตัดสินใจลักษณะนี้อยู่บนโต๊ะของโดนัลด์ ทรัมป์โดยตรง” ลัตนิกกล่าว “เขาจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าเราจะเดินหน้าต่อกับเรื่องนี้หรือไม่”

ทรัมป์ยังกล่าวเมื่อวันที่ 14 พ.ย. ว่าสหรัฐฯ กำลังหารือกับรัฐบาลจีนเกี่ยวกับการเพิ่มการซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นอีกเงื่อนไขหนึ่งของข้อตกลงการค้า

“พวกเขากำลังดำเนินการอยู่” ทรัมป์กล่าว “วันนี้เราคุยกับพวกเขาแล้ว พวกเขากำลังดำเนินการอยู่ เราไม่ได้ทำเพียงเล็กน้อย แต่พวกเขาจะซื้อถั่วเหลืองจำนวนมาก”